ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เลิกห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีคำขอในฟ้อง ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่
ศาลจะวินิจฉัยเรื่องนอกคำขอหรือนอกประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ไม่ได้ การให้เลิกห้างหุ้นส่วนเมื่อมิได้ฟ้องขอถือเป็นวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้คืนคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายโดยอ้างสัญญาหุ้นส่วนโมฆะ/เลิกสัญญา แต่ไม่ฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วน ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันเพราะเหลือวิสัยดำรงอยู่
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4508/2533นายบุญรวม แสนศรีสมบัติโจทก์นายเสน่ห์ ธนารัตน์สฤษดิ์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.พ. , ม. 243 (2)โจทก์มิได้ฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยโดยอ้างว่ามีเหตุที่ทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรง อยู่ต่อไป และในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นก็กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แต่เพียงว่า สัญญาเข้าหุ้นส่วนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินกิจการของหุ้นส่วนตามที่ตกลงกัน ทำให้กิจการของหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไป จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วย กระบวนพิจารณาโจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๒๖ จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน ได้นำความเท็จมาหลอกลวงโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของโรงงานผลิตไม้บรอนซ่า โรงงานพร้อมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๙๕๑ ตำบลบางแค (หลักสอง) เขตภาษีเจริญกรุงเทพมหานคร เป็นของจำเลย จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตไม้บรอนซ่า แต่ไม่มีทุนพอขยายกิจการ โรงงานพร้อมทั้งที่ดินก็น่าไปประกันเงินกู้ธนาคารไว้ ตลาดต้องการไม้บรอนซ่าจำนวนมาก ถ้าโจทก์ร่วมลงทุนด้วยจะจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดหากกิจการเจริญดีก็จะจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด โดยถือหุ้นฝ่ายละส่วนเท่ากัน โจทก์หลงเชื่อ จึงทำสัญญาเข้าหุ้นกับจำเลยทั้งสองตามสัญญาลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๒๖ แต่หลังจากทำสัญญาแล้วปรากฏว่าที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยอ้างว่าเป็นของตนนั้น ความจริงตกเป็นของธนาคารกรุงไทย จำกัด ไปแล้วมิได้ดำเนินกิจการอะไร เป็นเพียงที่อยู่อาศัยของจำเลยและครอบครัวและจำเลยทั้งสองไม่มีความสามารถในการผลิตไม้บรอนซ่าสัญญาเข้าหุ้นส่วนที่จำเลยทั้งสองหล