ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 106/2533

ประเด็นกฎหมาย

การไม่ลงชื่อรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแต่มีข้อความในคำฟ้องฎีกาให้มาทราบคำสั่งภายในกำหนดเวลา ถือว่าทราบคำสั่งและเป็นการทิ้งฎีกาหรือไม่

หลักกฎหมาย

แม้จำเลยไม่ลงชื่อรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้น แต่หากในคำฟ้องฎีกามีข้อความแจ้งให้มาทราบคำสั่งภายในกำหนดเวลาและทนายความลงชื่อรับทราบไว้ ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งแล้ว การไม่ส่งสำเนาฎีกาภายในกำหนดจึงเป็นการทิ้งฎีกา

คำวินิจฉัย

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งสำเนาฎีกาภายในกำหนดเวลา จึงถือเป็นการทิ้งฎีกา

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาและให้ส่งสำเนาภายใน 15 วัน มิฉะนั้นทิ้งฎีกา จำเลยไม่ลงชื่อรับทราบคำสั่ง แต่ทนายความลงชื่อรับทราบข้อความในคำฟ้องฎีกาที่ระบุว่าให้มาทราบคำสั่งภายในวันที่กำหนด

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 106/2533บริษัทเครดิตฟองซิเอร์กรุงเทพเคหะ จำกัดโจทก์นางระเบียบ บ้านหมู่ กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. , ม. 246, ม. 247จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาในวันที่ 5 เมษายน 2532 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 7 เมษายน 2532 และให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกาแม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ลงชื่อรับทราบคำสั่งของศาลในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก็ตาม แต่เมื่อในคำฟ้องฎีกามีข้อความบันทึกให้ผู้ฎีกามาทราบคำสั่งของศาลในวันที่ 10 เมษายน 2532 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และทนายจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อรับทราบไว้ตอนท้ายข้อความดังกล่าว กรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งของศาลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2532 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 มิได้นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ และบังคับจำนองที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๑ นำมาประกันหนี้เงินกู้ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๔๒,๙๒๐.๘๕ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในต้นเงิน ๑๘๕,๑๗๗.๒๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๔๑๓๗ แขวงสะพานสูง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนโดยจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ส่วนที่ขาดอยู่หลังจากการบังคับจำนอง ให