ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2533

ประเด็นกฎหมาย

คำฟ้องแจ้งความเท็จระบุเวลาต่อเนื่อง 2 วันและไม่ระบุชื่อพนักงานสอบสวน ถือว่าเคลือบคลุมหรือไม่

หลักกฎหมาย

การแจ้งความเท็จต่อเนื่องกัน 2 วันแสดงเจตนาว่าจำเลยรู้ความจริงไม่เป็นไปตามที่แจ้ง การไม่ระบุชื่อพนักงานสอบสวนไม่จำเป็นหากบรรยายเวลาสถานที่พอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยแจ้งความเท็จ 2 ครั้งต่อเนื่องกัน 2 วันว่าโจทก์ชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย เพื่อแกล้งให้โจทก์รับโทษ โดยไม่ระบุชื่อพนักงานสอบสวนในคำฟ้อง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2533นางลั้ง แซ่เตียวโจทก์นางสุนีรัตน์ ศรีธนสกุลชัยจำเลย ป.อ. , ม. 172, ม. 173, ม. 174 ป.วิ.อ. ม. 158 (5)โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ถึง 6 มีนาคม 2528 เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยนำความเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ ว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยและชิงทรัพย์คือสร้อยคอทองคำขาว 1 เส้น พร้อมจี้เพชรของจำเลยเพื่อแกล้งให้โจทก์รับโทษทางอาญา โดยระบุว่าความจริงเป็นอย่างไร โจทก์ไม่จำต้องระบุในฟ้องว่าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ใดก็สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ และลักษณะของการกระทำผิดในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยแจ้งความ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกันใน 2 วันดังกล่าว ทั้งเป็นการกล่าวแสดงเจตนาของจำเลยในตัวว่า จำเลยทราบแล้วว่าความจริงไม่เป็นดังที่จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวน ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๕-๖ มีนาคม ๒๕๒๘ เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ว่า โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยและชิงทรัพย์คือ สร้อยคอทองคำขาวหนัก ๑ บาท ๑ เส้นกับจี้เพชรรวมราคา ๕๐,๐๐๐ บาท ของจำเลยไป ความจริงแล้วในวันที่ ๕มีนาคม ๒๕๒๘ เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ นาฬิกา โจทก์ไปทวงเงินค่ารับเหมาจากจำเลย จำเลยไม่ยอมชำระ กลับทำร้ายร่างกายโจทก์แล้วไปแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ว่าโจทก์ชิงทรัพย์เพื่อแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษทางอาญา พนักงานสอบสวนควบคุมตัวโจทก์ไว้ดำเนินคดีข้อหาชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องถูกขัง