การไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถือเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือไม่
การไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถือเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 ศาลมีดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีได้ตามมาตรา 132(1)
พิพากษายืนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากโจทก์ทิ้งอุทธรณ์
โจทก์ไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 10 วัน และปล่อยเวลาเนิ่นนาน 2 เดือนเศษ โดยอ้างเหตุทนายเลื่อนคดีและพลั้งเผลอ ซึ่งศาลพิจารณาว่าไม่มีมูลความจริง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2533นางผล ธรรมมะโจทก์นายพิน ขุนเณรจำเลย ป.วิ.พ. , ม. 174 (2), ม. 246การที่โจทก์ผู้อุทธรณ์ไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายในเวลาที่ศาลกำหนดโดยปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป มิได้ติดต่อกับศาลเป็นเวลา 2 เดือนเศษ โดยมีข้ออ้างเพียงว่าทนายโจทก์ได้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปหลายคดี ประกอบกับความพลั้งเผลอ ย่อมเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ซึ่งศาลชอบที่จะใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1)คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นางเสงี่ยม แทนทอง ทำขึ้นเป็นโมฆะ จำเลยให้การต่อสู้ว่าพินัยกรรมฉบับที่โจทก์ถือเป็นเหตุนำมาฟ้องมีผลตามกฎหมาย ไม่เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม๒๕๓๑ โดยให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน ๑๐ วัน ต่อมาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์มิได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาที่ศาลสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่ารับอุทธรณ์ สำเนาให้จำเลยโดยให้โจทก์นำส่งภายใน ๑๐ วัน นั้นย่อมเป็นกรณีที่ศาลกำหนดเวลาให้โจทก์ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔(๒) ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า ถ้าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้ให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง และมาตรา ๒๔๖ให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในชั้นอุทธรณ์ด้วย ฉะนั