การเกษียณอายุครบ 60 ปีตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานฯ ทำให้ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. ม.582 หรือไม่
การที่ลูกจ้างมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์จนขาดคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานฯ เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ ซึ่งลูกจ้างรู้ล่วงหน้า จึงไม่ใช่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 582
พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง คือยกฟ้อง ไม่ให้จำเลยจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
โจทก์เป็นลูกจ้างโรงพิมพ์ตำรวจเกษียณอายุครบ 60 ปีตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานฯ โจทก์ฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพราะจำเลยไม่แจ้งล่วงหน้า
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1013/2533นางอำภา อินทรลักษณ์ กับพวกโจทก์กรมตำรวจ กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ป.พ.พ. ม. 582จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะโจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ อันเป็นการขาดคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9 (2) ซึ่งโจทก์รู้ล่วงหน้าถึงข้อกำหนดคุณสมบัตินี้ จำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีคำสั่งที่ ๑๘/๒๔๙๗ ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ตั้งโรงพิมพ์ตำรวจ จำเลยที่ ๒ มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ในกิจการโรงพิมพ์ดังกล่าว โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างประจำของจำเลย ในปี ๒๕๒๙ จำเลยออกข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๙ ออกมาแก้ไขข้อบังคับฉบับเดิมโดยโจทก์ทั้งสามไม่ยินยอม ทำให้โจทก์ทั้งสามเสียสิทธิคือได้รับบำเหน็จลดลงเท่ากับจำนวนเงินค่าชดเชยที่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่กำหนดว่าจะต้องจ้างกันนานเท่าใด และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่บอกกล่าว ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จค้างจ่าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า ข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๙ มีผลใช้บังคับ เมื่อโจทก์ทั้งสามเกษียณอายุจึงต้องคิดเงินบำเหน็จตามข้อบังคับนี้และการที่โจทก์ทั้งสามพ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุเนื่องจากขาดคุณสมบัติการเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ ไม่ใช่กรณีที่นายจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าขอให้ยกฟ้อง ศ