ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968/2533

ประเด็นกฎหมาย

ความแตกต่างของวันที่เลิกจ้างในคำฟ้องกับข้อเท็จจริงศาลกระทบต่ออำนาจฟ้องหรือไม่

หลักกฎหมาย

อำนาจฟ้องขึ้นอยู่กับสถานะข้อพิพาทในวันฟ้อง หากฟ้องหลังวันเลิกจ้างจริง ศาลมีอำนาจพิจารณา แม้วันที่ในคำฟ้องจะคลาดเคลื่อน

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าเลิกจ้าง 15 ส.ค. แต่ศาลรับฟัง 16 ส.ค. โจทก์ฟ้องคดี 2 ม.ค. ปีถัดไป ซึ่งหลังวันเลิกจ้างจริง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968/2533นายวิเชียร เซ่งแก้วโจทก์บริษัทไทยยูเนียนรับเบอร์ จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2532 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2533 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ขณะฟ้องจึงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายเรื่องจำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ขนยางให้แผนกคีบ ต่อมาวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๒ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไล่โจทก์ออกจากงานเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๓๒ เนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา ๓ วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๒ โจทก์ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา ๓ วันทำงานติดต่อกันจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ แต่โจทก์หยุดงานบ่อย เป็นผู้ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน การเลิกจ้างจึงมีเหตุสมควรไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๒ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างวันที่