ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2533

ประเด็นกฎหมาย

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเพื่อใช้ทำสำนักงานตรวจสอบบัญชี มิใช่การขายเพื่อการค้าหรือหากำไร ไม่ต้องเสียภาษีการค้า

หลักกฎหมาย

การขายอสังหาริมทรัพย์จะถือเป็นขายเพื่อการค้าหรือหากำไร ต้องดูเจตนาในการได้มา หากซื้อเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือประกอบอาชีพอื่น มิใช่เพื่อเก็งกำไร ก็ไม่ต้องเสียภาษีการค้า

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้เพิกถอนคำสั่งประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวเพื่อใช้ทำสำนักงานตรวจสอบบัญชี จำนองกับธนาคาร และขายไปเมื่อมีภาระหนี้ โดยมิได้ประกอบธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์เป็นปกติ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2533นางสาวสมเจตน์ จิวะพงศ์โจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร ม. 42 (9), ม. 78 บัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากร ประเภทการค้า 11 โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทมาทำเป็นสำนักงานตรวจสอบบัญชี โดยชำระราคาบางส่วนและกู้เงินจากธนาคารบางส่วน โดยนำที่ดินและตึกแถวพิพาทจำนองไว้แก่ธนาคารแล้วผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่ธนาคาร โจทก์มิได้ประกอบการค้าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การที่โจทก์ได้มาซึ่งที่ดินและตึกแถวพิพาทแล้วขายไป จึงมิใช่การขายทรัพย์สินซึ่งได้ มาโดย มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร และไม่ได้ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าโจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินภาษีของจำเลยที่ ๑ ทำการตรวจสอบการชำระภาษีอากรของโจทก์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ แล้วประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินเพิ่มรวม ๕๓๗,๙๑๕ บาท กับภาษีการค้าและเงินเพิ่มรวม ๒๕๑,๐๒๐ บาท อ้างว่าในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ โจทก์ขายที่ดินรวม ๒ โฉนด พร้อมด้วยตึกแถวสามชั้น ๓ คูหา ในราคา๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินเพิ่มรวม ๒๕๐,๘๘๖ บาท กับภาษีการค้า เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม ๑๔๓,๒๒๐ บาท โจทก์ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อใช้อยู่อาศัย และใช้เป็นสำนักงาน ในราคา ๑,๓๘๐,๐๐๐ บาท และชำระราคาบางส่วน โดยการจำนองและผ่อนชำระต่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัดแต่จดทะเบียนซื้อขายไว้เพียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ต่อเติมตึกแถวเป็น ๔ ชั้น สิ้นค่าใช้จ่ายอีก ๑๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์มีภาระในการชำระเงินจำนอง และมีรายได