การไม่เก็บค่าเล่าเรียนบุตรลูกจ้างถือเป็นค่าจ้างหรือสวัสดิการ?
การไม่เก็บค่าเล่าเรียนบุตรเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่เงินตอบแทนการทำงานประจำ จึงไม่นำมารวมคำนวณเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ
พิพากษายืน ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาด ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ครูนำบุตรเรียนโรงเรียนนายจ้างฟรีปีละ 1,200 บาท แต่ไม่ได้ทำให้ค่าจ้างสูงกว่าครูคนอื่น
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2969/2533นายศักรินทร์ พ่วงรอดโจทก์นายบัว มีสุขจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 17) พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างนำบุตรเข้ามาเรียนในโรงเรียนของจำเลยโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน เป็นเพียงการให้สวัสดิการแก่โจทก์ ไม่ใช่เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาปกติของวันทำงานเช่นเดียวกับค่าจ้าง จึงไม่เป็นค่าจ้างที่จำเลยจะนำมารวมคำนวณเป็นค่าจ้างจ่ายให้แก่โจทก์ตามกฎหมายว่าด้วยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ต่อมาได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาด ค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรง ทั้งได้จัดอาหารกลางวันกับให้โจทก์นำบุตรมาเรียนที่โรงเรียนของจำเลยโดยไม่เสียค่าเล่าเรียนอันถือว่าเป็นการจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์นำบุตรมาเรียนที่โรงเรียนของจำเลยโดยจำเลยไม่ได้เก็บเงินค่าเล่าเรียน ซึ่งคิดเป็นเงินปีละ ๑,๒๐๐ บาท มิใช่เป็นการให้เปล่าหรือเป็นสวัสดิการที่จำเลยให้แก่โจทก์ แต่ถือว่าเป็นค่าจ้างที่จ่ายให้โจทก์ในรูปของค่าเล่าเรียนสำหรับบุตรโจทก์ เมื่อรวมกับค่