การเบิกความเท็จในคดีอื่นไม่ทำให้โจทก์เสียหายหากไม่กระทบสิทธิในที่ดินที่โจทก์มีอยู่และโจทก์มิได้เป็นคู่ความในคดีนั้น
การเบิกความเท็จในคดีอื่นจะ构成ความผิดฐานเบิกความเท็จต่อศาลได้ ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญและทำให้ศาลหลงเชื่อจนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ หากคำเบิกความไม่กระทบสิทธิของโจทก์หรือโจทก์มิได้เป็นคู่ความในคดีนั้น โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย
พิพากษายืน ยกฟ้อง
โจทก์ฟ้องจำเลยเบิกความเท็จในคดีแพ่งก่อนหน้าว่าผู้อื่นยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 แต่ในคดีนั้นโจทก์มิได้เป็นคู่ความ และที่ดินที่พิพาทเป็นส่วนของผู้อื่นที่แบ่งแยกการครอบครองแล้ว ไม่กระทบสิทธิโจทก์
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3019/2533นายเลี่ยม นาคบุญหรือนากบุญโจทก์นางล้อม การะเกตุ กับพวกจำเลย ป.อ. ป.วิ.อ. ม. 2 (4), ม. 165, ม. 167คดีก่อนจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5072 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ล. ย. และ ป. ต่อมา ย. และ ป. ยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ ครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ โจทก์มาฟ้องคดีนี้อ้างว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จในคดีก่อนเป็น 2 ประการ คือคำเบิกความที่ว่า ย. และ ป. มีกรรมสิทธิ์ภายในที่ดินโฉนดเลขที่ 5072 ด้วยประการหนึ่งและคำเบิกความที่ว่า ย. และ ป. ยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้ ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปีแล้ว อีกประการหนึ่งในการไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้ได้ความว่า ย. และ ป. มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวโดยการแบ่งแยกการครอบครองแล้ว ดังนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในประการแรกเป็นความเท็จและเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้เข้าเป็นคู่ความในคดีก่อน และคำฟ้องโจทก์ในคดีนี้ก็มิได้กล่าวว่าโจทก์มีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในที่ดินของ ย. และ ป. อย่างไร คำเบิกความของจำเลยทั้งสองในประการที่ 2 จึงไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของโจทก์ และคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้เห็นได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสอง ข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนของ ย.และ ป. นั้น เป็นการนำสืบนอกเหนือจากที่กล่าวในฟ้องคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่บางส่วนไม่เป็นเท็จบางส่วนไม่ทำให้โจทก์เสียหายเช่นนี้คดีโจทก์จึงไม่มีมูลโจทก์ฟ้องว่า คดีเดิมจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๗๒ เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ นางล้วน บุ