ความแตกต่างระหว่างการฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณา และมาตรฐานการพิสูจน์ความผิด
ชั้นไต่สวนมูลฟ้องฟังเพียงว่ามีมูลความผิดโดยไม่มีข้อพิรุธชัดเจน ส่วนชั้นพิจารณาต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นความจริง จึงจะลงโทษได้
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และยักยอก ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ยืนตามศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้อง
โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจว่างให้จำเลยกรอกข้อความเพิ่มและขายที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นคดีปลอมเอกสารและยักยอก
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3123/2533นางสาวม่านฟ้า ทวีสำอางค์โจทก์นายถุ่นหรือกิมถุ่น แซ่กวาน กับพวกจำเลย ป.อ. , ม. 268 ป.วิ.อ. ม. 165การฟังพยานหลักฐานชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณาแตกต่างกัน ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพียงได้ข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบฐานความผิดที่ฟ้องโดยไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ชัดก็ฟังได้แล้วว่าความผิดฐานนั้นมีมูล ส่วนข้อเท็จจริงที่ได้ความจะเป็นความจริงหรือไม่ เป็นข้อที่จะต้องพิสูจน์กันอีกชั้นหนึ่งในชั้นพิจารณา ซึ่งในชั้นนี้จะต้องพิสูจน์ให้ได้ความจนสิ้นสงสัยว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นเป็นความจริง จึงจะฟังได้ว่ามีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๖๔, ๒๖๘, ๓๕๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเอกสารปลอม ใช้เอกสารปลอมและยักยอกมีมูลหรือไม่โจทก์เบิกความยืนยันว่า ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความจำนวน ๖ ฉบับ ให้จำเลยที่ ๑ กับพวกไปดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ในนามโจทก์แทนโจทก์ไปก่อน แล้วโจทก์จะเป็นผู้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนให้แก่ผู้ซื้อในภายหลัง แต่แทนที่จำเลยที่ ๑ กับพวกจะนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบให้ดังกล่าวไปดำเนินการตามที่โจทก์มอบหมาย กลับนำเอาหนังสือมอบอำนาจฉบับหนึ่งที่โจทก์มอบให้ไปกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมพรอมรแสงเชิด