ผลของการเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งต้องขออนุญาตศาลแรงงานเมื่อศาลอนุญาตแต่ไม่มีการออกคำสั่งเลิกจ้าง
เมื่อศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างแล้ว นายจ้างต้องออกคำสั่งเลิกจ้างใหม่ หากไม่ออก คำพิพากษาศาลฎีกายืนถือเป็นการเลิกจ้างนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา
พิพากษาแก้ให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และเงินบำเหน็จ (รวมค่าครองชีพ) ให้แก่โจทก์ตามอัตราจ้างเดิมจนถึงวันที่ศาลฎีกาพิพากษา
ศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างลูกจ้างกรรมการ แต่จำเลยไม่ออกคำสั่งเลิกจ้าง ศาลฎีกายืนคำสั่งศาลแรงงาน โจทก์จึงมีสถานะลูกจ้างจนถึงวันที่ศาลฎีกาพิพากษา
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201 - 3205/2533นายลพ พกเกษม กับพวกโจทก์องค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปจำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5, ม. 52 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน , ม. 29, ม. 46นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วนายจ้างจะต้องมีคำสั่งเลิกจ้างอีกครั้งหนึ่ง คดีนี้หลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างแต่ โจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องว่าเมื่อศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์แล้ว โจทก์ยังคงมีนิติสัมพันธ์อยู่กับจำเลยอย่างเดิมจนถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ต้องถือว่าการเลิกจ้างมีผลนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำรายเดือนจึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในอัตราเดิมนับแต่วันที่จำเลยหยุดดำเนินกิจการตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้แปรรูปองค์การจำเลยจนถึงวันที่มีคำพิพากษาศาลฎีกา อันเป็นช่ วงเวลาที่โจทก์ไม่ได้ทำงานโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จโดยจะต้องนำค่าครองชีพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างมารวมเป็นฐานคำนวณให้แก่โจทก์ด้วยโจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย เงินบำเหน็จค่าจ้างตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๑ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยหยุดกิจการจนถึงวันที่ศาลฎีกาพิพากษาให้เลิกจ้างโจทก์พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งห้าพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากจำเลยหยุดกิจการ และนับแต่หยุดกิจการเป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงาน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพา