ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4664/2533

ประเด็นกฎหมาย

การบอกเลิกสัญญาเช่าโดยผู้จัดการมรดกของผู้ให้เช่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อผู้เช่าช่วง

หลักกฎหมาย

การบอกเลิกสัญญาเช่าโดยผู้จัดการมรดกของผู้ให้เช่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันตามสัญญาเช่า ไม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือจงใจฉ้อโกงอันเป็นละเมิด

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษาว่าการบอกเลิกสัญญาเช่าโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เป็นผู้เช่าอาคารแล้วให้จำเลยที่ 1 เช่าช่วง ต่อมาเจ้าของอาคารถึงแก่กรรม จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกบอกเลิกสัญญาเช่ากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ทำให้ผู้เช่าช่วงไม่ต้องชำระค่าตอบแทนการก่อสร้างแก่โจทก์

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4664/2533นายสวัสดิ์ เปาโรหิตย์ ผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด สินวาณิชย์ก่อสร้างโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัดเนรมิตโฮเต็ล กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 420, ม. 797, ม. 1259 (1) ป.วิ.พ. , ม. 142, ม. 183, ม. 249ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เป็นผู้เช่าอาคารของ จ. แล้วให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการเช่าช่วงเพื่อทำโรงแรมเมื่อ จ. ถึงแก่กรรม การที่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ. ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ย่อมเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่ จ. ผู้ให้เช่าและห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ผู้เช่ามีนิติสัมพันธ์ต่อกันตามสัญญาเช่าอาคาร และการที่จำเลยที่ 3 จะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ ก็เป็นมูลกรณีจากการที่คู่กรณีในสัญญาจะปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันตามข้อสัญญา ส่วนการที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ก็ต้องถือว่าเป็นการใช้สิทธิของจำเลยที่ 3ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จึงไม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือจงใจกระทำการฉ้อโกงอันเป็นการกระทำละเมิดต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะได้บรรยายถ้อยคำเป็นทำนองว่า จำเลยทั้งสี่ไม่สุจริต การกระทำฉ้อโกงโจทก์อันเป็นละเมิด แต่ฟ้องโจทก์ในตอนต้นก็บรรยายถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องตามสัญญาเช่าและสัญญาต่างตอบแทนนั้นไว้โดยละเอียดแล้วและตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ก็ขอให้จำเลยชำระเงินค่าตอบแทนการก่อสร้างให้โจทก์ตามสัญญาด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาเช่นนี้ ศาลก็มีหน้าที่ต้องปรับใช้กฎหมายเรื่องผิดสัญญาหรือละเมิดให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่นำสืบกันมา การนำสืบข้อเท็จจริงของโจทก์จึงไม่ต่างกับฟ้อ