ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4670/2533

ประเด็นกฎหมาย

ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 แม้ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรง

หลักกฎหมาย

ศาลมีหน้าที่ยกตัวบทกฎหมายมาปรับแก่คดี เมื่อเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 โดยไม่ต้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรง

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยชำระเงิน 10,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ 20,000 บาท แต่จำเลยให้การว่าเป็นหนี้เพียง 10,000 บาท ศาลชั้นต้นลดเบี้ยปรับลงโดยไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4670/2533นายเกรียงไกร เมฆาพิมานชัยโจทก์นายสงวน อุตตราพัธจำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.พ. เบี้ยปรับหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจหยิบยกบทบัญญัติมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้ปรับแก่คดีโดยลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดเรื่องเบี้ยปรับเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคดีโดยตรงโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๒๘ จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท โดยชำระให้๑๐,๐๐๐ บาท ในวันทำสัญญา จำนวนเงินที่เหลือจะชำระในวันที่ ๗มีนาคม ๒๕๒๙ โดยจะสั่งจ่ายเช็คให้ภายใน ๕ วันนับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้ หากไม่สั่งจ่ายเช็คให้ภายในกำหนดยอมให้โจทก์ฟ้องบังคับชำระเงินได้จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ครบกำหนดจำเลยไม่สั่งจ่ายเช็คให้โจทก์ ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๐,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องจริงแต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียง ๑๐,๐๐๐บาท จำนวนเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตกเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๑๐,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๒๘ ไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ข้อกฎหมายที่ศาลจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีได้เองจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และการที่จำเลยไม่ได้ยกปัญหาเรื่องเบี้ยปรับขึ้นเป็นข้อต่อสู้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องเบี้ยปรับสูงเกินส่วนหรือไม่