ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2533

ประเด็นกฎหมาย

การฟ้องคดีใหม่เกี่ยวกับเช็คเดิมหลังจากศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีแรกเนื่องจากไม่มีเขตอำนาจศาล เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และอายุความของเช็คหมดไปหรือไม่

หลักกฎหมาย

การยกฟ้องคดีเดิมโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำ หากโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ (รวมถึงศาลเดิมหากมีเขตอำนาจ) อีกครั้ง และมาตรา 176 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับการขยายอายุความนั้นบังคับใช้กับกรณีฟ้องต่อศาลเดิมได้เช่นกัน

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้ฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ และไม่ขาดอายุความ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เคยฟ้องจำเลยในคดีเดิมต่อศาลจังหวัดปทุมธานี แต่ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเห็นว่าจำเลยย้ายภูมิลำเนาไปต่างจังหวัด ทำให้ศาลไม่มีเขตอำนาจ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดปทุมธานี โจทก์จึงนำคดีปัจจุบันมาฟ้องต่อศาลเดิมภายในระยะเวลาหกเดือนหลังคำพิพากษายกฟ้องคดีก่อน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2533นางลัดดา ลั่นทมทองโจทก์นายเทพธน พะลายะสุดจำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.พ. เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกเงินตามเช็คภายในกำหนดอายุความแล้วแต่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ เพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลโดยเชื่อคำแถลงของภรรยาจำเลยว่าได้หย่าขาดและจำเลยได้ย้ายออกจาก ภูมิลำเนาตามฟ้องแล้ว กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 176 มีผลว่าเช็คที่ขาดอายุความระหว่างดำเนินคดี หรือจะสิ้นอายุความระหว่างหกเดือนภายหลังที่ได้พิพากษาคดีถึงที่สุด ให้ขยายอายุความออกไปถึงหกเดือนภายหลังคำพิพากษานั้น ปรากฏว่าศาลยกฟ้องคดีนั้นวันที่ 20 กันยายน2527 เช็คที่ขาดอายุความในระหว่างพิจารณาหรือเหลืออายุความไม่ถึงหกเดือนจึงขยายไปถึงวันที่ 20 มีนาคม 2528 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องอีกเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2528 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความและแม้จะเป็นการฟ้องที่ศาลเดิมก็ตาม เพราะมาตรา 176 ไม่มีข้อความจำกัดว่าจะต้องฟ้องต่อศาลอื่น คดีก่อนศาลจังหวัดปทุมธานียกฟ้องโดย ที่เห็นว่า ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา เป็นการยกฟ้องที่ยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดปทุมธานี โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดปทุมธานีได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขาสะพานควาย รวม ๑๓ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๑๓๐,๐๐๐ บาท ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ขอให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๑๔๒,๑๔๔ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๑๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนซึ่งโจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดปทุมธานี และได้มีคำพ