ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4744/2533

ประเด็นกฎหมาย

การตีความประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 1(3) ว่าบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมารดาเป็นคนต่างด้าวที่ถูกถอนสัญชาติไทยและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได

หลักกฎหมาย

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 1(3) เป็นกฎหมายที่มีลักษณะถอนสิทธิของบุคคล จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด คำว่า 'เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย' หมายถึงคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาจากนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรแล้วถูกถอนสัญชาติไทยและยังคงอยู่ในราชอาณาจักร

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยในฐานะนายอำเภอบึงกาฬจดทะเบียนสัญชาติไทยแก่โจทก์ทั้งสาม

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายวัลคำ (คนไทย) และนางทำ (เกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 เนื่องจากบิดามารดาเป็นคนต่างด้าว) โจทก์ทั้งสามเกิดในราชอาณาจักรไทยหลังจากประกาศดังกล่าวใช้บังคับ

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4744/2533เด็กชายเอกพล เพ็งทอง กับพวกโจทก์นายสุริยน หมั่นอุตส่าห์จำเลย พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 , ม. 2 ป.วิ.พ. , ม. 172ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 1(3) ที่ให้ถอนสัญชาติไทยแก่บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว แต่ไม่ปรากฏบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็นผู้ที่มาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดย ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองนั้น ข้อความที่ว่า"ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย" ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงคนต่างด้าวที่มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทย เพราะเป็นข้อความที่ใช้ถ้อยคำติดต่อกันตลอดไม่มีลักษณะที่จะให้เข้าใจได้ว่าต้องการจะให้แยกความหมายของคำว่า "เข้ามา" กับคำว่า "อยู่"ออกจากกันเหมือนดังที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ที่ใช้คำว่า "เข้ามาหรืออยู่" ซึ่งเห็นได้ชัดว่าต้องการให้มีผลบังคับถึงคนต่างด้าวทั้งที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร กับที่อยู่ในราชอาณาจักรอยู่แล้วโดยมิได้เดินทางมาจากนอกราชอาณาจักรด้วย โดยที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 1(3)เป็นกฎหมายที่มีลักษณะถอนสิทธิของบุคคลจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัดดังนั้น กรณีของนาง ท. มารดาโจทก์ทั้งสามเกิดในราชอาณาจักรไทยแม้จะถูกถอนสัญชาติไทย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337ข้อ 1(3) กลายเป็นคนต่างด้าวและอยู่ในราชอาณาจักรไทยต่อมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็มิใช่เป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยตามความหมายแห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรนาง ท. และเกิดในราชอาณาจักรไทยจึงมิใช่บุคคลตามข้อ 1แห่งประกาศของคณะปฏิ