ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4782/2533

ประเด็นกฎหมาย

ที่ดินที่พังลงแม่น้ำเจ้าพระยาตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ และการคัดค้านการรับรองแนวเขตเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่

หลักกฎหมาย

แม้ที่ดินจะพังลงแม่น้ำ แต่หากเจ้าของที่ดินยังคงสงวนสิทธิและครอบครองโดยการนำหินไปทิ้งเพื่อกันตลิ่งพัง ที่ดินดังกล่าวไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และการคัดค้านการรับรองแนวเขตเป็นการใช้สิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถือเป็นการละเมิด

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านการรับรองแนวเขตของจำเลยที่ 2 และคำขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่พังลงแม่น้ำเจ้าพระยา จำเลยที่ 1 ยังคงสงวนสิทธิและครอบครองโดยการนำหินไปทิ้งเพื่อกันตลิ่งพัง โจทก์สร้างบันไดบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 และผู้แทนของจำเลยที่ 2 รับรองว่าที่ดินตกเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4782/2533นางสาวพิศวง วนิชบูรณ์โจทก์บริษัทกรุงเทพค้าข้าว จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 1304แม้ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่โอบล้อมปิดหน้าที่ดินของโจทก์และมารดาจะพังลงแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้วก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงสงวนสิทธิและครอบครองที่ดินส่วนนี้อยู่โดยการนำหินไปทิ้งเพื่อกันตลิ่งพังไว้เพื่อประโยชน์ที่จะสร้างเขื่อน ให้เรือเข้าเทียบท่าลำเลียงสินค้า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่พังลงแม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์สร้างบันไดบ้านของโจทก์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 และการที่ผู้แทนของจำเลยที่ 2 ไปรับรองต่อนายช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดว่าเจ้าของไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์และที่ดินตกเป็นที่สาธารณ สมบัติของแผ่นดินแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง และเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิอันชอบด้วยกฎหมายทักท้วงจำเลยที่ 2 กรณีดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และมารดาเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๑๒๕๐ ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมามารดาโจทก์มอบอำนาจให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในนามเดิม ที่ดินดังกล่าวติดแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันรังวัดจำเลยทั้งสองส่งตัวแทนมาระวังแนวเขตของตนแล้วตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ได้ลงชื่อรับรองแนวเขตที่โจทก์ชี้ไว้ส่วนตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ไม่ลงชื่อรับรองแนวเขต แต่ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้ขอยับยั้งการรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ดังกล่าว อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๑๒๕๕ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกได้ทำหนังสือคัดค้านการรับรองแนวเขตของจำเลยที่ ๒ ว่าไม่ถูกต้อ