ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4792/2533

ประเด็นกฎหมาย

การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ใช้ความรุนแรงและยึดทรัพย์สินไปโดยไม่ได้หลบหนี เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่

หลักกฎหมาย

การยึดทรัพย์สินโดยไม่มีเจตนาเอาไปโดยสุจริต แต่กระทำไปด้วยความคะนองเพื่อแสดงอวดให้เพื่อนเห็น และไม่หลบหนีจากที่เกิดเหตุ ไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เหตุเกิดเวลากลางวันในสถานที่พลุกพล่าน จำเลยแต่งกายนักเรียน ล้วงมีดทำท่าจะฟันแต่ถูกห้าม แล้วดึงทรัพย์สินไปพร้อมพูดว่า 'อยากได้ของก็ตามมาเอา' และคงอยู่ที่สถานีรถไฟจนถูกจับ ไม่ได้หลบหนี

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4792/2533พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นายชนะชัย พรหมมา กับพวกจำเลย ป.อ. , ม. 59, ม. 339ฝ่ายจำเลยกับฝ่ายผู้เสียหายต่างเป็นนักเรียนอาชีวะ ในระยะเกิดเหตุนักเรียนอาชีวะมีเรื่องตีกันบ่อย แต่ไม่มีเจตนาที่จะปล้นหรือฆ่ากัน วันเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันและเหตุเกิดที่สถานีรถไฟซึ่งปกติมีผู้คนพลุกพล่าน จำเลยที่ 1 แต่งกายนักเรียนพร้อมกับพวกเมาสุราเข้ามาหาผู้เสียหายในลักษณะเป็นการหยามน้ำหน้าจำเลยที่ 1 กล่าวหาผู้เสียหายว่าผู้เสียหายไปหาเรื่องเพื่อนจำเลยที่ 1 เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยที่ 1 ได้ล้วงเอามีดออกมาจากกระเป๋าย่าม ทำท่าจะฟันผู้เสียหาย จำเลยอื่นห้ามไว้ จำเลยที่ 1จึงเก็บมีดและดึงเอาปากกาและกระเป๋าของผู้เสียหายไป แล้วพูดว่าอยากได้ของก็ตามมาเอา จำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้หลบหนีไปไหนคงอยู่ที่สถานีรถไฟจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปด้วยความคะนองเพื่อแสดงอวดให้เพื่อน ๆ เห็นเท่านั้น จำเลยที่ 1ไม่มีเจตนาเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต จึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์.โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๓๔๐, ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ ริบมีดของกลางและนับโทษจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๕ต่อจากโทษจำคุกในคดีตามฟ้อง จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง จำเลยที่ ๑ อายุไม่เกิน๒๐ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ วางโทษจำคุก ๕ ปี คำให้การของจำเลยที่ ๑ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร