สิทธิในที่ดินของโจทก์ผู้รับโอนจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์
ผู้รับโอนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน หากผู้โอนมิได้เป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้น
พิพากษายืน ให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด
ผู้ขายทำสัญญาจะซื้อจะขายแต่ถึงแก่กรรมก่อนโอนกรรมสิทธิ์ และผู้ซื้อไม่ได้ฟ้องบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นเพียงผู้ครอบครองแทนทายาท ผู้ซื้อจึงไม่มีสิทธิยกที่ดินให้ผู้อื่นได้
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4799/2533นางบุญปลูก มาประจงโจทก์นางสมจิตร ฤทธิรณ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 1381 ป.อ. , ม. 335, ม. 358คดีเดิมศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า พ. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับ ท. ครั้น พ. ถึงแก่กรรม ท. ได้อาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าว เรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ทายาทของ พ. ไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่ตน แต่เมื่อจำเลยที่ 5ไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนให้ ท. ก็หาได้ใช้สิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 5 โอนให้ไม่ ท. จึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของ พ. จนกว่าจะได้จดทะเบียนโอน สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังเป็นของทายาทของ พ. ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 5 อยู่ท. ไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่ ว. ว. จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ ว. โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ไม่ทำให้โจทก์ผู้รับโอนมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า ว. ผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ดังโจทก์ฟ้อง.โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔, ๓๓๕,๓๕๘, ๓๖๒, ๓๖๕, ๘๓, ๙๑ และนับโทษจำเลยที่ ๒ กับที่ ๕ ต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้นด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๕ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕, ๓๓๕ แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษตามมาตรา๓๓๕ จำคุกจำเลยทั้งหกมีกำหนดคนละ ๑ ปี แต่เนื่องจากจำเลยที่ ๓ เป็นนักศึกษา โทษจำคุกจึ