ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4940/2533

ประเด็นกฎหมาย

ผู้รับประกันภัยรถยนต์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีนี้หรือไม่ เมื่อได้ชำระค่าเสียหายในคดีอื่นจากอุบัติเหตุครั้งเดียวกันเต็มวงเงินประกันแล้ว แล

หลักกฎหมาย

สัญญาประกันภัยที่ระบุวงเงินค่าเสียหายไม่เกิน 100,000 บาท ต่อหนึ่งครั้ง หมายถึงการจำกัดความรับผิดในอุบัติเหตุครั้งเดียวกันไม่ว่าจะมีผู้เสียหายกี่คน หากผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีอื่นจากอุบัติเหตุครั้งเดียวกันเต็มจำนวนตามสัญญาแล้ว ผู้รับประกันภัยไม่ต้องชำระค่าเสียหายในคดีนี้อีก การชำ

คำวินิจฉัย

ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แต่หากจำเลยที่ 4 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 23760/2528 ของศาลชั้นต้นเต็มวงเงินที่ต้องรับผิดจำนวน 100,000 บาทแล้ว จำเลยที่ 4 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้อีก

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้เกิดชนกัน จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 1 สัญญากรมธรรม์ระบุวงเงินค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินบุคคลภายนอกไม่เกิน 100,000 บาท ต่อหนึ่งครั้ง จำเลยที่ 4 ได้ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 23760/2528 เต็มจำนวน 100,000 บาท ตามสัญญาประ

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4940/2533นาวาอากาศโทวันชัย จิตตินันท์โจทก์นายประสงค์ชัย จารุพันธ์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 887 ป.วิ.พ. , ม. 243 (1), ม. 247จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้เกิดชนกันขึ้น จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ด้วย ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 4ระบุวงเงินค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลภายนอกไว้ว่าไม่เกิน 100,000 บาท ต่อหนึ่งครั้ง จึงหมายความว่า จำเลยที่ 4จำกัดความรับผิดในค่าเสียหายต่อบุคคลภายนอกไม่ว่าคนเดียวหรือหลายคนในอุบัติเหตุครั้งเดียวกันไว้ไม่เกิน 100,000 บาทเท่านั้นและหากจำเลยที่ 4 ได้ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในอีกคดีซึ่งได้ฟ้องในอุบัติเหตุครั้งเดียวกันกับคดีนี้เต็มจำนวน 100,000 บาทตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยที่ 4 ก็ไม่ต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีนี้อีก การชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเป็นการชำระหนี้โดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 4 ไม่ต้องเฉลี่ยเงินค่าเสียหายให้โจทก์คดีนี้ จำเลยที่ 4 อ้างสำนวนคดีแพ่งของศาลชั้นต้นพร้อมทั้งสรรพเอกสารเป็นพยานในคดีนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงในสำนวนคดีดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 4 ได้ชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ในคดีอื่นเกิดขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่ชอบที่จะนำมาพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ไปเลย แต่ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขในความรับผิดของจำเลยที่ 4 เท่านั้น.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกน้องของจำเลยที่ ๓ กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยท