ผลทางกฎหมายของคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากฟ้องซ้ำที่มีผลเทียบเท่าการยกฟ้อง และสิทธิในการฎีกาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
คำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) มีผลเท่ากับเป็นการยกฟ้องโจทก์ ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จะห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 มาตรา 13)
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และพิพากษายกฎีกาโจทก์
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหา ส่วนข้อหาอื่นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2533นายวิวัฒน์หรือคล้อย สุขประเสริฐโจทก์นายกำพล วัชรพล กับพวกจำเลย ป.อ. ป.วิ.พ. ป.วิ.อ. , ม. 39 (4), ม. 220แม้ในการวินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำของศาลชั้นต้นจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายก่อนมีคำพิพากษา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267ก็ตาม แต่ผลจากคำวินิจฉัยในเรื่องฟ้องซ้ำนั้นย่อมทำให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าวอีกไม่ได้ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) แม้ศาลชั้นต้นจะใช้คำว่าจำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาดังกล่าวซึ่งไม่ถูกต้องก็ตาม ก็มีผลเท่ากับเป็นการยกฟ้องโจทก์ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 มาตรา 13โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐,๒๖๗, ๘๓, ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง ในวันนัดสอบคำให้การจำเลยและนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ เป็นฟ้องซ้ำกับข้อหาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๘๓๗/๒๕๒๕ ของศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดี ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะที่เกี่ยวกับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ ตามฟ้องของโจทก์เท่านั้นในปัญหาข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๗ คดีนี้ เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๘๓๗/๒๕๒๕ของศาลชั้นต้น ซึ่งถึงที