ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4991/2533

ประเด็นกฎหมาย

การฟ้องคดีภายหลังศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย และผลของการล้มละลายต่ออำนาจจัดการทรัพย์สินของกรรมการ

หลักกฎหมาย

การที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายทำให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินและต่อสู้คดีได้เอง โจทก์ฟ้องคดีภายหลังคำสั่งดังกล่าวจึงมีอำนาจฟ้อง แม้ต่อมาศาลพิพากษาให้ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 25 เว้นแต่จะขอเข้าว่าคดีหรือขอให

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 170,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4991/2533นายสมชัย เสียงไพรพันธ์โจทก์บริษัทขอนแก่นแมชชินเนอรี่ จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 25การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายย่อมทำให้จำเลยที่ 2 กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนรวมทั้งสามารถต่อสู้คดีได้เอง โจทก์ฟ้องคดีภายหลังศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้จึงมีอำนาจฟ้อง แม้ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 25 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอเข้าว่าคดีหรือมีคำขอให้จำหน่ายคดี ศาลย่อมมีอำนาจให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ต่อไป เมื่อจำเลยที่ 2 ตกเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ 2 ย่อมขาดจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1154 จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนอีกต่อไป เมื่ออำนาจจัดการทรัพย์สินจำเลยที่ 1 ของจำเลยที่ 2 หมดไปแล้ว จึงมิอาจเปลี่ยนมือไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ต่อจากบุคคลอื่นที่ทิ้งงานไปโดยโจทก์หาวัสดุก่อสร้างและจ้างแรงงานเองจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าจ้างงวดที่โจทก์ทำงานเสร็จแล้ว โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าจ้าง ๑๗๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ หลังจากผู้รับจ้างทิ้งงาน จำเลยทั้งสองเข้าดำ