ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อศาลอาญาพิพากษายกฟ้องโดยให้ประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย โดยไม่ได้ชี้ขาดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดหรือไม่ โจทก์
คำพิพากษาคดีอาญาที่ให้ประโยชน์แห่งความสงสัยโดยไม่ได้ชี้ขาดข้อเท็จจริง ไม่ผูกพันคดีแพ่ง โจทก์ผู้เสียหายมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบในคดีแพ่งเพื่อให้ฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดหรือไม่
พิพากษายืน
ศาลทหารกรุงเทพ (ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) พิพากษาคดีส่วนอาญาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทำให้เกิดความสงสัยว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย พิพากษายกฟ้อง โดยไม่ได้ชี้ขาดว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ และไม่ได้ชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำโดยป
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5018 - 5019/2533นางวลัยวรรณ สุกกสังข์หรือสุกกสังค์ กับพวกโจทก์นางสิริพรหรือศิริพร เต็มเจริญ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.อ. ม. 46ศาลทหารกรุงเทพวินิจฉัยคดีส่วนอาญาที่จำเลยถูกฟ้องว่าพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นทำให้เกิดความสงสัยว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้ชี้ขาดว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ ถ้าหากฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนขับ ก็จะต้องชี้ขาดอีกด้วยว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาทหรือไม่ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุได้.โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ ๒ เป็นบุตรของโจทก์ที่ ๑ซึ่งเกิดจากนายปราโมทย์ มนชน โจทก์ที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันประกอบกิจการเดินรถยนต์โดยสาร จำเลยที่ ๔ เป็นลูกจ้างขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไปในทางการที่จ้างจากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดสงขลาด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังแล่นล้ำเส้นกึ่งก ลางถนนเป็นเหตุให้ชนรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุที่นายปราโมทย์ ขับนายปราโมทย์ ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ รถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุเสียหายจนไม่สามารถซ่อมได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕๕๕,๑๐๘.๗๕ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน ๕๑๙,๔๐๐ บาทนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และบังคับให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๔,๒๗๗.๕๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่ง