ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2533

ประเด็นกฎหมาย

การกระทำข่มขืนกระทำชำเราสองครั้งในเวลาใกล้เคียงกันและสถานที่ห่างกันประมาณ 300 เมตร เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม

หลักกฎหมาย

การกระทำความผิดหลายครั้งในเวลาใกล้เคียงกันและสถานที่ใกล้เคียงกัน หากเจตนายังต่อเนื่องกันไม่ขาดตอน ถือเป็นความผิดกรรมเดียว

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก กรรมเดียว จำคุก 18 ปี ลดโทษหนึ่งในสามเหลือ 12 ปี รวมกับโทษฐานทำร้ายร่างกาย 20 วัน เป็นจำคุก 12 ปี 20 วัน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมสองครั้งในคืนเดียวกัน เวลาต่อเนื่องกัน สถานที่ห่างกันประมาณ 300 เมตร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2533พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์โจทก์นางสาวอินทวา ธนาบูรณ์โจทก์ร่วมนายยอดชายหรือตู่ ไชยยิ่งจำเลย ป.อ. , ม. 91, ม. 276 วรรคแรก ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง, ม. 218, ม. 225ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยข้อหาทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 20 วันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลล่างให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218บัญญัติห้ามมิให้คู่ความฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมสองครั้งในเวลาใกล้เคียงกันและสถานที่เกิดเหตุครั้งแรกกับครั้งหลังห่างกัน เพียงประมาณ 300 เมตรเจตนาในการข่มขืนกระทำชำเราทั้งสองครั้งยังต่อเนื่องกันอยู่หาได้ขาดตอนไม่ จึงเป็นความผิดกรรมเดียว แม้จำเลยไม่ฎีกาในปัญหาข้อนี้แต่การปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๐ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอายุ ๒๔ ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายไม่สมัครใจยินยอม ภายหลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายดังกล่าวแล้วจำเลยบังคับพาผู้เสียหายไปยังที่อีกแห่งหนึ่งแล้วข่มขืน กระทำชำเราผู้เสียหายอีกเป็นครั้งที่ ๒ หลังจากนั้นจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยใช้มือตบศีรษะผู้เสียหายและเตะผู้เสียหายที่บริเวณกลางหลังเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๙๕, ๙๑ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า