ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5253/2533

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าจำเลยต้องร่วมลงลายมือชื่อถอนเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และศาลมีอำนาจสั่งให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้หรือไม่

หลักกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความที่ไม่มีข้อกำหนดให้จำเลยควบคุมการใช้เงินของโจทก์ จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ต้องแจ้งจุดประสงค์การใช้เงินเพื่อปฏิเสธไม่ร่วมลงลายมือชื่อถอนเงินไม่ได้ และการที่จำเลยต้องร่วมลงลายมือชื่อเป็นการทำนิติกรรม ศาลมีอำนาจสั่งให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคส

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมลงลายมือชื่อกับโจทก์ถอนเงินจากธนาคารภายใน 40 วัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งศาลชั้นต้นแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมชำระเงิน 14 ล้านบาท โดย 7 ล้านบาทนำไปฝากธนาคารโดยให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ร่วมลงชื่อเป็นผู้ฝากและถอนร่วมกัน ต่อมาโจทก์ประสงค์จะถอนเงินแต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมลงชื่ออ้างว่าโจทก์ไม่แจ้งจุดประสงค์การใช้เงิน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5253/2533นายเชาว์ จิวะกูรโจทก์นายเกียรติ จิวะกูร กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. , ม. 143, ม. 276 วรรคสามศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมและจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คือได้ร่วมกับโจทก์นำเงินไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารให้โจทก์ 7 ล้านบาท โดยตกลงกันว่า เมื่อโจทก์ประสงค์จะถอนเงินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ จำเลยจะต้องร่วมลงลายมือชื่อถอนเงินนั้น เมื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้มีข้อความที่แสดงว่าคู่กรณีตกลงให้จำเลยควบคุมการใช้เงินของโจทก์ ดังนี้ จำเลยจะไม่ยอมลงลายมือชื่อถอนเงินโดยอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งจุดประสงค์ในการใช้เงินให้จำเลยทราบตามเจตนารมณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ และกรณีนี้จำเลยจะต้องชำระหนี้ด้วยการร่วมลงลายมือชื่อกับโจทก์ถอนเงินจากธนาคาร อันเป็นการทำนิติกรรมอย่างหนึ่งศาลจึงมีอำนาจสั่งบังคับว่าหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ ไม่เป็นการสั่งนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความหรือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาตามยอม.คดีสืบเนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ยอมชำระเงินให้โจทก์ ๑๔ล้านบาทภายในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๑ โดยจะชำระเป็นแคชเชียร์เช็ค๗ ล้านบาท ส่วนอีก ๗ ล้านบาทโจทก์และจำเลยที่ ๒ จะนำไปฝากประจำไว้กับธนาคารภายในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๑ โดยโจทก์และจำเลยที่ ๒จะลงชื่อร่วมกันเป็นผู้ฝาก และการถอนต้องลงลายมือชื่อโจทก์และจำเลยที่ ๒ ร่วมกัน ทั้งนี้โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดจากจำเลยทั้งสองอีก กับโจทก์จะถอนคำร้องทุกข์ที่แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองที่กองปราบภายใน ๗ วัน ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม และออกคำบังคับตามยอมเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน