ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263 - 5264/2533

ประเด็นกฎหมาย

อุบัติเหตุรถชนท้ายรถบรรทุกที่จอดเสียมีสัญญาณ เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันหลังแต่ฝ่ายเดียว ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย

หลักกฎหมาย

ผู้ขับรถที่ไม่อาจแลเห็นทางข้างหน้าได้พอแก่ความปลอดภัย ควรลดความเร็วลง หากขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดรถได้ทันเมื่อเห็นรถจอดอยู่ข้างหน้า ถือเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และมิใช่เหตุสุดวิสัยเพราะสามารถป้องกันมิให้เกิดเหตุได้

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้โจทก์ที่ 2 (ผู้ขับรถคันหลัง) รับผิดชำระเงิน 365,000 บาท และโจทก์ที่ 1 (ผู้รับประกันภัย) รับผิดชำระเงิน 250,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

รถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ยางระเบิดจึงจอดชิดขอบทาง มีการวางกิ่งไม้และสุมไฟเป็นสัญญาณ เปิดไฟท้ายรถ โจทก์ที่ 2 ขับรถมาด้วยความเร็วสูงในเวลากลางคืน มีรถสวนทางเปิดไฟสูง ทำให้เห็นรถจอดข้างหน้าเมื่อใกล้มาก ห้ามล้อเป็นระยะ 30 เมตรแต่ยังชนท้าย

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263 - 5264/2533บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัดโจทก์นายวินัย เชี่ยวพิมลพร กับพวกจำเลยนายวินัย เชี่ยวพิมลพรโจทก์จ่าสิบเอกอัศนีย์ ศรีอุทัย กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 420พนักงานสอบสวนพบรอยห้ามล้อท้าย รถยนต์ ของ โจทก์ที่ 2 ยาวประมาณ30 เมตร แสดงว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 ขับรถมาด้วยความเร็วสูงเพราะแม้ห้ามล้อห่างถึง 30 เมตรก็ยังไม่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัยการที่โจทก์ที่ 2 ห้ามล้อรถของตนถึง 30 เมตรยังแสดงว่าเห็นรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 ห่างกว่า 30 เมตร พนักงานสอบสวนเบิกความด้วยว่าตามสภาพที่เห็นมีทางเป็นไปได้ว่ามีกองไฟก่อด้วยกิ่งไม้อยู่ทางด้านหลังรถยนต์ บรรทุก โจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกและรถยนต์เล็กเปิดไฟสูงแล่นสวนทางมา พอไฟจางจึงเห็นรถจำเลยที่ 1 จอดอยู่ข้างหน้า การที่โจทก์ที่ 2 ไม่อาจแลเห็นทางด้านหน้าได้พอแก่ความปลอดภัย โจทก์ที่ 2 ควรลดความเร็วลงแต่โจทก์ที่ 2 กลับขับรถด้วยความเร็วสูงเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 2ชนท้าย รถยนต์ บรรทุกของจำเลยที่ 1 ที่จอดอยู่โดยได้ทำสัญญาณรถเสียไว้แล้ว ฉะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังของโจทก์ที่ 2 ฝ่ายเดียว และมิใช่เหตุสุดวิสัยเพราะกรณีดังกล่าวสามารถที่จะป้องกันมิให้เกิดเหตุได้.คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยที่ ๒ ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ ๑และเรียกจำเลยที่ ๑ ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ ๒ เรียกจำเลยที่ ๑ในสำนวนแรกเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ ๑ เรียกจำเลยที่ ๒ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ ๒ สำนวนแรกโจทก์ที่ ๑ ฟ้องว่า มีผู้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ซึ่งจำเลยที่ ๒ รับประกันภัยไปจอดไว้บนผิวการจราจรถนนมิตรภาพในลักษณะกีดขวางการจราจรและม