การคิดดอกเบี้ยทบต้นในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่ต่ออายุโดยปริยาย และสิทธิในการนำค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษามาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดแล้วลูกหนี้ยังคงนำเงินเข้าบัญชีและเบิกเงินออกไป ถือว่ามีการต่ออายุสัญญาโดยไม่มีกำหนด เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจนถึงวันเลิกสัญญา ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษาเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระแทนโจทก์ มิใช่เมื่อยื่นฟ้อง หากเกิดขึ้นหลังว
พิพากษาแก้ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ต้นเงิน 2,305,519.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2528 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2528 จากนั้นคิดดอกเบี้ยธรรมดาร้อยละ 15 ต่อปี จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2529 และให้ยกคำขอรับชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียม 69,047.50 บาท
สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดวันที่ 14 เมษายน 2528 แต่ลูกหนี้ยังคงใช้บัญชีต่อ เจ้าหนี้บอกกล่าวบังคับจำนองเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2528 ลูกหนี้ได้รับวันที่ 29 มิถุนายน 2528 และไม่ชำระหนี้ภายใน 30 วัน สัญญาจึงสิ้นสุดวันที่ 29 กรกฎาคม 2528 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษาเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิท
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2533บริษัทเอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดโจทก์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัดเจ้าหนี้นายมานพ วงศ์เกียรติก้อง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 655 วรรคสอง, ม. 859 ป.วิ.พ. , ม. 161 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดแล้วลูกหนี้ยังคงนำเงินเข้าบัญชีและเบิกเงินไปจากบัญชี ถือว่าได้มีการต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปโดยไม่มีกำหนด เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจนถึงวันเลิกสัญญา เจ้าหนี้ได้ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองภายใน 30 วัน ลูกหนี้ได้รับหนังสือบอกกล่าวในวันที่ 29 มิถุนายน 2528 จึงถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2528 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2528 เมื่อเจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 149 ซึ่งเป็นความรับผิดที่โจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องจะต้องชำระต่อศาล ยังไม่เกิดมูลหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลย เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาและให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์แล้วจำเลยจึงจะมีความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา 161มูลหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมจึงเกิดขึ้นตามคำพิพากษา หาใช่เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีไม่ เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธินำค่าฤชาธรรมเนียมมาขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94.คดีนี้สืบเนื่องมากจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เจ้าหนี้รายที่ ๗ ยื่นคำขอรับชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัยพ์เด็ดขาด และค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษา รวมเป็นเงิน ๒,๘๐๐,๔๔๗.๑๘ บาทโดยขอให้