ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5489/2533

ประเด็นกฎหมาย

อายุความละเมิดเริ่มนับเมื่อผู้แทนนิติบุคคลทราบรายงานสอบสวน และความรับผิดของผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 420

หลักกฎหมาย

อายุความละเมิด 1 ปีเริ่มนับเมื่อผู้แทนนิติบุคคลทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนความรับผิดของผู้บังคับบัญชาต้องเป็นไปตามมาตรา 420 คือกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ หากผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เสนอเอกสารผ่านผู้บังคับบัญชาตามระเบียบ ผู้บังคับบัญชาย่อมไม่ต้องรับผิด

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้รับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

นางอรัญญาปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจในเอกสารขออนุมัติเดินทางและยืมเงิน แล้วนำไปเสนอต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่ผ่านจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามระเบียบ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จ่ายเงินโดยไม่เรียกหนังสือมอบฉันทะและไม่ทวงถามภายใน 30 วัน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5489/2533มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โจทก์นายกิจพัฒน์ ศรีสุโข กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 420, ม. 448 ป.วิ.พ. อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลอันเป็นส่วนราชการ ทราบรายงานสรุปผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนและวินิจฉัยสั่งการเกี่ยวกับผู้รับผิดในทางแพ่งเมื่อวันที่ 9 มีนาคม2527 ถือว่าโจทก์เพิ่งรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันนั้น โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2528 ยังไม่ล่วงพ้นระยะเวลา 1 ปี จึงไม่ขาดอายุความ อ.นำเอกสารที่ทำปลอมขึ้นเสนอต่อจำเลยที่ 3 ที่ 4 โดยไม่ผ่านจำเลยที่ 1 ที่ 2 ก่อนตามระเบียบ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ที่ 4 แต่ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาในทางแพ่งจะต้องเป็นไปตามหลักเรื่องละเมิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 อันได้แก่การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กรณีนี้ถือว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ประมาทเลินเล่อมิได้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 จ่ายเงินยืม-ทดรองราชการแก่ อ. ทั้งที่อ. มิได้เสนอผ่านขั้นตอนตามระเบียบ นอกจากนี้ยังมิได้เรียกหนังสือมอบฉันทะจาก อ. และมิได้ดำเนินการทวงถามเงินยืมคืนจากผู้ยืม เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับจากวันรับเงินอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทำให้ อ. สามารถกระทำการทุจริตได้การที่ อ. กระทำการทุจริตได้ จึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว จำเลยที่ 3 ที่ 4 มีหน้าที่ชดใช้เงินแก่โจทก์ หากโจทก์จะได้รับชำระหนี้จาก อ. และ ฉ. ในคดีที่โจทก์ฟ้อง อ. และ ฉ.ให้รับผิดต่อโจทก์ อันเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 เพราะอาจไม่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์อีก ก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่