การเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินที่กระทำโดยรู้ว่าทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบในกรณีหนี้ภาษีอากร
หนี้ภาษีอากรที่ชำระไม่ครบถ้วนในปีใดเป็นหนี้ที่มีอยู่แล้วในปีนั้น ไม่ใช่หนี้จะเกิดมีขึ้นในปีที่มีการแจ้งประเมิน หากลูกหนี้รู้อยู่แล้วว่าตนมีหนี้ภาษีอากรและโอนทรัพย์สินไปโดยไม่มีทรัพย์อื่นพอชำระหนี้ ถือเป็นการกระทำโดยรู้ว่าทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธิขอเพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 237
พิพากษาแก้ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินสามแปลง (โฉนดเลขที่ 197, 198, 192) ให้กลับมาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ส่วนที่ดินแปลงที่ 4 (โฉนดเลขที่ 9141) ไม่เพิกถอนเนื่องจากผู้รับโอนคนสุดท้ายสุจริต
จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างและเป็นสมาชิกสภาจังหวัด รู้อยู่แล้วว่าชำระภาษีไม่ครบถ้วนสำหรับปี 2517-2520 ก่อนได้รับการแจ้งประเมินในปี 2525 ได้โอนที่ดิน 4 แปลงให้บุตรโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาบุตรโอนต่อให้ผู้อื่น จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นชำระหนี้
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5504/2533กรมสรรพากรโจทก์นายเสริม วรสิงห์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ป.รัษฎากร , ม. 57 จัตวา, ม. 84, ม. 85จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าตนได้ชำระภาษีอากรไว้ไม่ครบถ้วนจะต้องถูกประเมินเรียกเก็บภาษีอากรเพิ่ม และหนี้ภาษีอากรที่ชำระไม่ครบถ้วนไว้ในปีใดก็เป็นหนี้ที่มีอยู่แล้วในปีนั้น ไม่ใช่หนี้จะเกิดมีขึ้นในปีที่มีการแจ้งประเมิน การโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโอนไปโดยรู้อยู่ว่าตนมีหนี้ภาษีอากรที่จะต้องชำระ และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะนำมาชำระหนี้ภาษีอากรให้แก่โจทก์ได้ การทำนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 สมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์สามารถที่จะนำเอาทรัพย์ที่รับโอนมานั้นบังคับชำระหนี้ได้ แต่จำเลยที่ 6 ผู้รับโอนที่ดินพิพาทแปลงหนึ่งจากจำเลยที่ 5 ไม่ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินแปลงนี้ให้จำเลยที่ 5 เป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จึงไม่อาจจะเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 ได้ โจทก์คงมีอำนาจที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทสามแปลงที่เหลือเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าปี พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๒๐ เป็นเงินทั้งสิ้น ๔๖๘,๔๑๓.๔๒ บาทเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๒ จำเลยที่ ๑ ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗ตำบลละหานทรายให้แก่จำเลยที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๒ โอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๓ และได้โอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๙๘ตำบลละหานทรายให้แก่จำเลยที่ ๓ ต่อมาวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ ได้โอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๙๒ ตำบลสตึก ให้แก