ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5564/2533

ประเด็นกฎหมาย

ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นพิพาทมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) ได้หรือไม่

หลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นพิพาทที่ศาลกำหนดไว้ ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบ ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) ไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยขัดขวางโจทก์ในการจัดการแบ่งปันทรัพย์ดังกล่าว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนโดยผู้ตายยกให้ แต่กลับนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นพิพาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5564/2533นางจำเริญ หมวกเพ็ชร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพุฒ หมวกเพ็ชร์โจทก์นายสุนทร หมวกเพ็ชร์จำเลย ป.วิ.พ. , ม. 87, ม. 142 (5), ม. 177, ม. 183จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยซึ่งผู้ตายยกให้แต่กลับนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นพิพาทที่ศาลกำหนดไว้ ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบ ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายพุฒหมวกเพ็ชร์ ผู้ตาย จำเลยซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายขัดขวางการจัดการมรดกและเข้าครอบครองที่ดิน ส.ค.๑ และบ้านพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดก ขอให้บังคับจำเลยมิให้ขัดขวางการจัดการแบ่งทรัพย์มรดก และให้จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การว่า ผู้ตายยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยก่อนตายจำเลยครอบครองมาโดยตลอด โจทก์ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยขัดขวางโจทก์ในการจัดการแบ่งปันทรัพย์ดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของผู้ตายซึ่งมิได้ยกให้แก่จำเลย จึงเป็นมรดกของผู้ตาย แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่าที่จำเลยฎีกาว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่สาธารณะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยซึ่งได้มาโดยผู้ตายยกให้ แต่จำเลยกลับนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ เช่นนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่า