สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่มีการตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคต ไม่เป็นโมฆะ และผู้ซื้อมีสิทธิฟ้องบังคับให้โอนที่ดินได้
การซื้อขายที่ดินที่คู่สัญญาตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันข้างหน้า มิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งไม่เป็นโมฆะตามกฎหมาย และผู้ซื้อมีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามข้อตกลงได้
พิพากษาแก้ให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่พิพาทในส่วนที่โจทก์เข้าครอบครองแล้วให้ครบ 16 ไร่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส.3 ก. เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2528 โดยตกลงว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2529 ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงฟ้องบังคับ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5607/2533นายนัน หรือ นันท์ พิมูลชาติโจทก์นางนาค สุดาจำเลย ป.พ.พ. , ม. 456โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม2528 โดยมีการตกลงกันว่าจำเลยจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2529 จึงมิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายไม่เป็นโมฆะ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามข้อตกลงได้.โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๒๘ จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เนื้อที่ ๑๖ ไร่ให้โจทก์ โดยตกลงว่าจะไปจดทะเบียนการโอนขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการซื้อขายและส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ความจริงเป็นเรื่องจำเลยยืมเงินภรรยาโจทก์และจำเลยยอมให้ภรรยาโจทก์ทำนาในที่ดินครึ่งหนึ่งต่างดอกเบี้ย จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือในสัญญาจะซื้อจะขายโดยภรรยาโจทก์อ้างว่าเป็นหลักฐานการมอบที่ดินให้ทำกินต่างดอกเบี้ย สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่พิพาทและส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาจะขายที่ดินบางส่วนแก่โจทก์จำนวน ๑๖ ไร่ ตามข้อตกลงในสัญญา และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ปรากฏ