ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5701/2533

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

หลักกฎหมาย

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ต้องคิดตามอัตราที่แลกเปลี่ยนได้โดยเสรี โดยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกา เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี แต่เมื่อโจทก์ขอใช้อัตราแลกเปลี่ยนขณะยื่นฟ้องเป็นเกณฑ์และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโ

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,750 เหรียญสหรัฐ โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลฎีกาพิพากษา ถ้าไม่มีอัตราในวันนั้นให้ถือเอาวันสุดท้ายก่อนวันพิพากษา แต่เมื่อคิดแล้วเป็นต้นเงินไม่เกิน 367,812.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องเรียกชำระหนี้เป็นเงินเหรียญสหรัฐ โดยขอใช้อัตราแลกเปลี่ยนขณะยื่นฟ้องเป็นเกณฑ์คำนวณในคำขอท้ายฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 13,750 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 367,812.50 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะยื่นฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกาคัดค้านจำนวนเงินดังกล่าว

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5701/2533บริษัทจีสท์ โบร์แคดล์ เอส.เอ. ทำการค้าภายใต้ชื่อ "แรพพิเดส"โจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิมโก้ คอมเมอร์เชี่ยล ซัพพลายส์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.พ. , ม. 223, ม. 249ข้อกฎหมายเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า การเปลี่ยนเงินให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้ ย่อมต้องหมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรี ซึ่งตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ทำการขายเงินตราต่างประเทศเป็น เงินตราของประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนโดยธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา การที่โจทก์ขอใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศขณะยื่นฟ้องเป็นเกณฑ์คำนวณในการมีคำขอท้ายฟ้อง และโจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกาคัดค้านเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยคิดเป็นเงินไทย โจทก์จึงไม่อาจรับชำระหนี้จากจำเลยเกินกว่าจำนวนเงินไทยดังกล่าวได้.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ๓ ครั้งรวมราคา ๑๔,๒๐๐ เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ๓๗๙,๘๕๐ บาท ถึงกำหนดชำระ จำเลยผิดนัด โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นค่าดอกเบี้ย ๔๘,๑๘๙.๕๗ บาทรวมเป็นเงิน ๔๒๘,๐๓๙.๕๗ บาท ขอให้จำเลยทั้งส