ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากการกระทำส่วนตัวของลูกจ้างซึ่งอยู่นอกขอบเขตหน้าที่หรือไม่
สัญญาค้ำประกันที่ระบุว่าผู้ค้ำประกันจะรับผิดหากลูกจ้างทำให้ธนาคารเสียหาย ย่อมหมายถึงความเสียหายที่เกิดจากการทำงานในหน้าที่ของลูกจ้างเท่านั้น การกระทำส่วนตัวของลูกจ้างที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน
จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน แต่หลอกลวงให้ลูกค้าธนาคารลงชื่อในใบถอนเงินแล้วถอนเงินไปเอง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5720/2533ธนาคารกรุงเทพ จำกัดโจทก์นายอุดม นกบิน กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 686จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นพนักงานของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งมีข้อความว่า "เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำงานในธนาคารแล้ว ภายหลังได้หลบหลีกหนีหายไป หรือได้ฉ้อโกง ยักยอก หรือทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย หรือสูญเสียทรัพย์สินไม่ว่าด้วยประการใด ๆจำเลยที่ 2 ตกลงชดใช้เงินให้แก่ธนาคาร" ตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวนี้ย่อมหมายถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเกิดจากการทำงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ดูแลความสงบและความปลอดภัยภายในธนาคาร ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้ลูกค้าของโจทก์ลงชื่อในใบถอนเงินและเป็นผู้ถอนเงินไป ก็เป็นการกระทำส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่การกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัย จำเลยที่ 2ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เคยเป็นพนักงานของโจทก์เข้าทำงานเมื่อปี ๒๕๒๐ จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ว่า หากจำเลยที่ ๑ ก่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายด้วยประการใด ๆ จำเลยที่ ๒ จะชดใช้เงินแก่โจทก์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๑นำใบถอนเงินที่นางบุญเลี้ยง ขวัญเมือง ซึ่งเป็นลูกค้าโจทก์ลงชื่อไว้มากรอกข้อความและถอนเงินไปจากบัญชีของนางบุญเลี้ยง ๕๐,๐๐๐บาท โดยนางบุญเลี้ยงมิได้รู้เห็นยินยอม การกระทำของจำเลยที่ ๑ทำให้โจทก์เสียหายต้องใช้เงินให้นางบุญเลี้ยง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวม ๖๑,๗๑๒.๓๒ บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดย