ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5754/2533

ประเด็นกฎหมาย

การฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 เมื่อผู้ครอบครองเดิมได้โอนการครอบครองให้แก่ผู้อื่นแล้ว ผู้ครอบครองแทนไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อส

หลักกฎหมาย

เมื่อผู้ครอบครองเดิมได้โอนการครอบครองให้แก่ผู้อื่นโดยสมบูรณ์แล้ว ผู้ที่ครอบครองแทนผู้ครอบครองเดิมจะอ้างอายุความฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 ขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนไม่ได้ เว้นแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นเจตนายึดถือเพื่อตนอันเป็นการแย่งการครอบครอง

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

นายหึมบิดาจำเลยให้ใส่ชื่อนางเลียบภริยาน้อยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาท ต่อมานางเลียบขายที่ดินพิพาทให้นางคล้อยโดยนายหึมรู้เห็นยินยอม จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายหึมและเป็นการครอบครองแทนนายหึม ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปลี่ยนลักษณะการยึดถือเป็นเจตนาเพื่อตน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5754/2533นายชอง กมลเดช กับพวกโจทก์นายหวด เหมือนพระจำเลย ป.พ.พ. , ม. 1381ห.บิดาจำเลยได้ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของตนให้แก่ ล. ภริยาน้อยของ ห. คือที่ดินพิพาทคดีนี้ ต่อมา ล.ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่ค.มารดาของโจทก์ทั้งสาม โดย ห.รู้เห็นยินยอมด้วย การที่ล.ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ค. ย่อมมีผลสมบูรณ์และผูกพัน ห.ด้วยดังนั้น การที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ห.และเป็นการครอบครองแทน ห.เมื่อ ห.และ ล. ได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่ ค.แล้ว และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นเจตนายึดถือ เพื่อตนอันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่อาจอ้างระยะเวลาการฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามผู้รับโอนมรดกที่ดินพิพาทจาก ค.ได้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓) เลขที่ ๔๙๔๐ ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์เนื้อที่ ๔๒ ไร่ เป็นของโจทก์ทั้งสามโดยรับโอนมรดกจากนางคล้อยกมลเดช เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ขณะที่นางคล้อยยังมีชีวิตอยู่ คือเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำนา แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่า จึงได้บอกเลิกการเช่า ต่อมาวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๒๙ จำเลยกับบริวารได้บุกรุกเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาทอ้างว่าเป็นที่ดินของนายหึม เหมือนพระ และนางเลียบ ตะสอน โจทก์ทั้งสามห้ามปรามแล้ว จำเลยไม่เชื่อฟัง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม บังคับให้จำเลยและบริวารออกไปห้ามมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีก กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามสำหรับค่าขาดประโยชน์จากการทำนาในที่ดินพิพาทสำหรับปี พ.ศ. ๒๕