ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5781/2533

ประเด็นกฎหมาย

สัญญากู้เงินที่รวมดอกเบี้ยเกินอัตราเข้าเป็นต้นเงินใหม่ ตกเป็นโมฆะ แม้ลูกหนี้ให้การยอมรับก็บังคับไม่ได้

หลักกฎหมาย

ดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 และ ป.พ.พ. มาตรา 654 ตกเป็นโมฆะ แม้ลูกหนี้ให้การยอมรับก็บังคับไม่ได้ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5), 246, 247

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2527 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องเรียกหนี้ตามสัญญากู้ 84,000 บาท แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนี้เดิมมีเพียง 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ 23,000 บาท เป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ซึ่งเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5781/2533นายเทื้อม หรือเทือม บัวเพชร หรือบัวเพ็ชร หรือบัวเพรชโจทก์นางเล็ก เถื่อนขวัญจำเลย ป.พ.พ. , ม. 653, ม. 654 ป.วิ.พ. , ม. 177, ม. 246, ม. 247 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้จำนวน 84,000 บาท แต่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนดังกล่าวเมื่อจำเลยให้การว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 33,000 บาท โดยได้ความว่าแยกเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ 23,000 บาท เป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 10,000 บาทได้ ส่วนเงินอีก 23,000 บาท เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงตกเป็นโมฆะ แม้จำเลยจะให้การยอมรับจะชำระเงินจำนวนนี้ ก็บังคับให้ไม่ได้ เมื่อได้ความว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5),246, 247.โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๒๗ จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินโจทก์เป็นจำนวน ๘๔,๐๐๐ บาท แล้วไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน ๙๓,๔๕๐ บาท แก่โจทก์ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๘๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ จำเลยได้กูเงินโจทก์จำนวน๑๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ต่อเดือน ต่อมาวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๒๗โจทก์ทวงถามจำเลยขอผัดผ่อน โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้เป็นเงิน๓๓,๐๐๐ บาท โดยรวมทั้งต้นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท และดอก