ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5811/2533

ประเด็นกฎหมาย

บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งระบุให้บริษัทประกันภัยนำรถไปซ่อมแซม เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่

หลักกฎหมาย

บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ตกลงแทนบริษัทประกันภัย มิใช่ตกลงในฐานะส่วนตัว และจำเลยที่ 2 ยินยอมเพราะคิดว่าบริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ จึงไม่ถือเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และบริษัทประกันภัย จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มูลหนี้ละเมิดไม่ระงับ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 20,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ชนรถโจทก์เสียหาย ต่อมาจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์โดยระบุให้บริษัทประกันภัยของจำเลยที่ 2 นำรถไปซ่อมแซม จำเลยที่ 2 ตกลงแทนบริษัทประกันภัย มิใช่ในฐานะส่วนตัว

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5811/2533นายสุวิทย์ ตั้งรัตนโสภณโจทก์นายสุพจน์ เล็กอุทัย กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 850, ม. 852บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ข้อ (3) ระบุว่าโจทก์ขอให้บริษัทประกันภัยของจำเลยที่ 2 นำรถของโจทก์ไปซ่อมแซมให้ และข้อ (4) ระบุว่า จำเลยที่ 2 โดยบริษัทประกันภัยยินยอมตามข้อตกลง แสดงว่า จำเลยที่ 2 ตกลงตามบันทึกนั้นแทนบริษัทประกันภัยหาใช่ตกลงในฐานะส่วนตัวไม่ และการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ยินยอมตามข้อตกลงดังกล่าวเพราะทราบว่ารถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 มีประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัย และคิดว่าบริษัทประกันภัยคงต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ จึงได้ยินยอมตกลงทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวขึ้น ดังนี้ ย่อมถือไม่ได้ว่าบันทึกข้อตกลงเช่นว่านี้เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และบริษัทประกันภัยจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะมีผลให้มูลหนี้ละเมิดตามฟ้องระงับสิ้นไปโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๐-๒๑๑๘ สุโขทัย จำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ทำหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน๒๕๒๗ จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๑ ในทางการที่จ้างด้วยความประมาทชนรถสามล้อเครื่องของโจทก์ซึ่งนายสมกิจขับได้รับความเสียหายหมดทั้งคัน เสียค่าซ่อม ๒๐,๘๑๐ บาท ค่านำรถไปซ่อม๕๐๐ บาทค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม ๕๗ วัน เป็นเงิน ๘,๕๕๐ บาท รวมค่าเสียหาย ๒๙,๘๖๐ บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถสามล้อเครื่องตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเ