ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2533

ประเด็นกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันที่มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แต่ผู้ค้ำประกันยอมรับว่าได้ทำสัญญา ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดตามจำนวนที่รับรู้ แต่จะรับผิดเกินนั้นไม่ได้เพราะต

หลักกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันมิได้มีกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียน จึงเป็นนิติกรรมธรรมดา แม้สหกรณ์โจทก์เป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับการยกเว้นค่าอากรแสตมป์ หากสัญญามิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แต่ผู้ค้ำประกันยอมรับว่าได้ทำสัญญา ก็ต้องรับผิดตามจำนวนที่รับรู้โดยไม่ต้องใช้สัญญาเป็นพยาน แต่จะรับผิดเกินนั้นไม่ได้เพราะต้องห้ามตามประมวล

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นสหกรณ์ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกและยักยอกเงิน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แต่จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าค้ำประกันจำกัดจำนวน 10,000 บาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2533สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัดโจทก์นายสุวิทย์ สวมสูง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 680 ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ป.รัษฎากร พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2511 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 9 บัญญัติว่า"ถ้าสหกรณ์เกี่ยวข้องในกิจการใดที่กฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสำหรับการได้มา การจำหน่าย การยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ หรือการยึดหน่วงซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การจดทะเบียนเช่นว่านั้นให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม" สัญญาค้ำประกันมิได้มีกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนจึงเป็นนิติกรรมธรรมดา แม้สหกรณ์โจทก์จะเป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับการยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด แม้สัญญาค้ำประกันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แต่ผู้ค้ำประกันยอมรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจริง จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐาน ส่วนการที่จะให้ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเกินกว่าจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาค้ำประกันนั้น ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันมาเป็นพยานหลักฐานอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดเต็มตามจำนวนที่ฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ แล้วทำเรื่องราวขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกดังกล่าวรวมหลายคราวเป็นเงิน 728,070 บาทซึ่งโจทก์หลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของสมาชิกจริงจึงอนุมัติจ่ายให้ไป คำฟ้องของโจทก์ชัดแจ้งพอเพียงแล้ว จำเลยที่ 1 จะปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ด้วยวิธีใด หลักฐานการปลอมแปลงม