ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904/2533

ประเด็นกฎหมาย

การขอให้ศาลบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลักกฎหมาย

หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยเจ้าพนักงานที่ดินโดยเข้าใจผิดว่าผู้ขอมีสิทธิ เป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในหนังสือดังกล่าวได้ แต่ศาลชอบที่จะเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้น และให้ผู้มีสิทธิไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใหม่ตามหลักเกณ

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1725, 1942 และ 2226 ตำบลตากูก อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ และยกคำขอให้เพิกถอนชื่อจากจำเลยเป็นนางอำพรในหนังสือรับรองการทำประโยชน์หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายปิงตกทอดแก่นางอำพรบุตรที่รับรองโดยพฤตินัย แต่จำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในนามตนเองโดยเจ้าพนักงานที่ดินออกให้โดยเข้าใจผิดว่าจำเลยมีสิทธิ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904/2533พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อประโยชน์แก่โจทก์นางมียืนยาว หรือ พันธ์ศรีจำเลย ป.พ.พ. , ม. 1367 ป.ที่ดิน ม. 56อ. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า แม้จำเลยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกให้แล้วด้วยความเข้าใจผิดว่าจำเลยมีสิทธิโจทก์ก็จะขอบังคับจำเลยให้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจากจำเลยเป็นชื่ออ. หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนามิได้เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน พิพาทออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชอบที่จะเพิกถอนให้ได้เท่านั้น เป็นเรื่องที่ อ.จะไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเอง. (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 3661/2525).โจทก์ฟ้องว่า นางอำพร ยืนยาว เป็นบุตรของนายปิง ยืนยาวและจำเลยซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสแต่นายปิงได้รับรองนางอำพรเป็นบุตร แล้วนายปิงมีที่ดินจำนวนสามแปลงตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๐ ตำบลตากูก อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์เมื่อนายปิงถึงแก่กรรมนางอำพรได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดต่อมาจำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแล้วดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่น นางอำพรคัดค้านและให้จำเลยเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่จำเลยเพิกเฉย นางอำพรไม่อาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นมารดาได้ จึงร้องขอให้พนักงานอัยการดำเนินคดี แทนพนักงานอัยการจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่านางอำพรมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๗๒๕, ๑๙๔๒ และ ๒๒๒๖ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และขอให้เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากชื่อจำเลยเป็นชื่อนางอำพร หากจำเลยไม่ปฏิบ