การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยกระทำต่อเนื่องกันด้วยจุดประสงค์เดียวกัน ถือเป็นกรรมเดียวผิดกฎห
การกระทำความผิดที่จำเลยทั้งสองกับพวกจัดตั้งบริษัทและหลอกลวงประชาชนโดยกระทำต่อเนื่องกันด้วยจุดประสงค์เดียวกัน แม้ผู้เสียหายแต่ละคนมอบเงินให้คนละคราวกัน ก็ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ไม่ใช่การกระทำหลายกรรมต่างกัน
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 7 ปี 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 รวม 505,000 บาท พร้อมให้ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยทั้งสองกับพวกจัดตั้งบริษัทและหลอกลวงประชาชนโดยกระทำต่อเนื่องกันด้วยจุดประสงค์เดียวกัน ผู้เสียหายแต่ละคนมอบเงินให้คนละคราวกัน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5960/2533พนักงานอัยการกรมอัยการโจทก์บริษัทวิษณุกิจ จำกัด กับพวกจำเลย ป.อ. , ม. 91, ม. 343 ป.วิ.อ. พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 , ม. 5, ม. 12จำเลยทั้งสองกับพวกจัดตั้งบริษัทขึ้นและหลอกลวงประชาชนโดยกระทำต่อเนื่องกันด้วยจุดประสงค์เดียวกัน แม้ผู้เสียหายแต่ละคนมอบเงินให้จำเลยทั้งสองกับพวกคนละคราวกัน ก็ย่อมเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 กระทงหนึ่ง และเมื่อพ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ออกใช้บังคับแล้ว จำเลยทั้งสองยังคงกระทำผิดต่อไปอีก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามมาตรา 4, 5, 12 แห่ง พ.ร.ก.ดังกล่าว อีกกระทงหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 2 ย่อมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ตามป.วิ.อ.มาตรา 218 การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะทำผิดกฎหมาย อีกทั้งการโฆษณาของจำเลยมิใช่เป็นการหลอกลวงประชาชนแต่ประการใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓, ๙๑ พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔, ๕, ๙, ๑๒ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนต้นเงินที่ฉ้อโกงแก่ผู้เสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนต้นเงินเสร็จ กับให้เรียงกระทงลงโทษ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ลงโทษปรับจำเลยที่หนึ่ง ๑๐,๐