สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนด โดยไม่ต้องบอกเลิกสัญญา และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นหลังจากวันสิ้นสุดสัญญา
สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่ยอมให้เบิกเงินเกินบัญชีและมีการหักทอนบัญชีเป็นระยะ เป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด สัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมสิ้นสุดตามนั้น โดยไม่ต้องบอกเลิกสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นหลังจากวันสิ้นสุดสัญญา คงมีสิทธิคิดด
สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ตกลงกันกำหนดไว้ในสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อไปอีกนับแต่วันสิ้นสุดสัญญา พิพากษายืน
จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2526 มีกำหนด 12 เดือน สิ้นสุดวันที่ 9 มิถุนายน 2527 เมื่อครบกำหนด จำเลยเป็นหนี้ 2,511,141.39 บาท หลังจากนั้นไม่มีการเบิกเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีอีก โจทก์มีหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2528
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5981/2533ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัดโจทก์นายอารยะ ชุมดวงจำเลย ป.พ.พ. , ม. 856จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์มีกำหนดระยะเวลาของสัญญา 12 เดือน ตามสัญญานี้โจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชี และจำเลยต้องนำเงินเข้าบัญชี มีการหักทอนบัญชีกันเป็นระยะ จึงเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดด้วย นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินเข้าบัญชีและโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีอีก จึงไม่มีการเดินสะพัดและหักทอนบัญชีกันต่อไปอีก พฤติการณ์แสดงว่าโจทก์ จำเลยไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาอีกต่อไป ถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ตกลงกันกำหนดไว้ในสัญญา ตามนัยป.พ.พ. มาตรา 856 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อไปอีกนับแต่วันสิ้นสุดสัญญา สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นคงมีเพียงวันสุดท้ายแห่งบัญชีเดินสะพัดเท่านั้น ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคสอง. (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2533)โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนด ๑๒ เดือน ในระหว่างอายุสัญญาจนครบกำหนดสัญญากู้วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๗ จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีไปจำนวน ๒,๕๑๑,๑๔๑.๓๙ บาท แต่จำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามและแจ้งการบังคับจำนองให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จภายใน๓๐ วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๒๘ แต่จำเลยเพิกเฉย ยอดหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๓,๔๒๘,๙๕๘.๘๑ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน ๓,๔๒๘,๙๕๘.๘๑ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากต้นเงิน๒,๘๗๗,๗๐๑.๕๘ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต