การฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานโดยตรง ถือเป็นกรณีร้ายแรงตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 47(3) หรือไม่
การพิจารณาว่าการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ ต้องดูพฤติการณ์และผลที่เกิดขึ้น มิใช่ถือตามระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างเสมอไป คำสั่งที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานโดยตรง แม้ฝ่าฝืนก็ไม่ถือเป็นกรณีร้ายแรง
พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง
จำเลยมีคำสั่งให้ครูที่สมัครงานที่อื่นแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้อำนวยการ โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนโดยไม่แจ้ง แต่ไม่ปรากฏความเสียหายแก่จำเลย
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6022 - 6023/2533นายศุภชัย โอ่ทอง กับพวกโจทก์นายวรุท ศรีไพโรจน์จำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 กรณีจะถือว่าการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรงตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ของการฝ่าฝืนคำสั่งและผลที่เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนนั้นว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือไม่เป็นหลัก มิใช่ว่าระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างกำหนดไว้อย่างไรก็ต้องถือตามนั้นเสมอไป การที่จำเลยมีคำสั่งให้ครูอาจารย์ที่ได้ยื่นใบสมัครงานไว้ยังหน่วยงานหรือองค์การอื่น ซึ่งถือว่ามีเจตนาเปลี่ยนงานให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โรงเรียนทราบโดยแจ้งต่อผู้อำนวยการนั้น เป็นคำสั่งที่มิใช่เกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่โดยตรงอันจะถือได้ว่าถ้าฝ่าฝืนแล้วจะเกิดความเสียหายแก่งานในหน้าที่ของลูกจ้างจำเลยโดยตรง แต่เป็นคำสั่งที่จำเลยเห็นว่าลูกจ้างควรปฏิบัติในระหว่างที่เป็นลูกจ้างนายจ้างกันอยู่ การที่โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นกรณีร้ายแรงตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) กำหนดไว้.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งครู จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองรวม ๔๕,๐๐๐ บาท และ ๔๒,๖๐๐ บาท ตามลำดับ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นครูในโรงเรียนจำเลย จำเลยมีคำสั่งที่ ๘/๒๕๓๓ เรื่อง ให้แจ้งให้ทราบเมื่อไปสมัครงานที่อื่น โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนโดยไปสมัครสอบเข้ารับราชการครูโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง จึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม