การกระทำความผิดอาญาที่เกิดจากเจตนาต่างกันในเหตุการณ์เดียวกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
เมื่อจำเลยมีเจตนาทำร้ายนายลำพวนจากความแค้นเก่า ส่วนการทำร้ายนายเพ็ญเกิดขึ้นภายหลังเมื่อนายเพ็ญเข้ามาห้าม เป็นเจตนาต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงสาหัส เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำคุก 1 ปี 10 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
จำเลยโกรธแค้นนายลำพวนจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อพบนายลำพวนนอนอยู่จึงเข้าชกต่อย ต่อมานายเพ็ญเข้ามาห้าม จำเลยจึงชกนายเพ็ญที่ศีรษะ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2533พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโจทก์นายวิชาญ รุณเจริญจำเลย ป.อ. , ม. 297 (8)จำเลยมีความโกรธแค้น ล. และผูกใจเจ็บ เมื่อมาพบ ล. นอนอยู่ไม่ทันรู้ตัวก็ถือโอกาสเข้าทำร้าย พ. จะเข้าไปห้ามก็ถูกจำเลยชกต่อย แสดงว่าจำเลยเพิ่งมีเจตนาเกิดขึ้นในภายหลังต่างเจตนากันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ล. ถูกชกและเตะที่บริเวณใบหน้า ดั้งจมูกหักและบวมต้องใช้เวลารักษาประมาณ 1 เดือน ทั้งหลังเกิดเหตุประมาณ 9 เดือน ก็ยังต้องหายใจด้วยรูจมูกข้างเดียว เมื่อทำงานหนักจะมีอาการปวดศีรษะหัวคิ้วและขมับ ถือได้ว่าป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันเป็นอันตรายแก่กายถึงสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8)โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือจำเลยได้ใช้กำลังกายชกต่อยนายลำพวน รังศิโยหรือรังษิโย ผู้เสียหายหลายครั้ง ถูกบริเวณใบหน้า เป็นเหตุให้ดั้งจมูกหักและบวม มีบาดแผลที่หางตา ได้รับอันตรายแก่กายป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน และหลังจากจำเลยได้กระทำผิดดังกล่าวแล้วจำเลยได้ใช้กำลังชกต่อยนายเพ็ญ จั่นเพชร์ผู้เสียหายหลายครั้ง ถูกบริเวณศีรษะ มีบาดแผลที่ขมับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑, ๒๙๕, ๒๙๗ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ให้จำคุก ๔ เดือน ปรับ ๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๖ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกร