การบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลต้องกระทำภายใน 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรม
นิติกรรมที่เกิดจากกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ ผู้เสียหายมีสิทธิบอกล้างได้ แต่ต้องบอกล้างภายใน 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 143 หากพ้นกำหนดแล้วสิทธิบอกล้างระงับ ไม่สามารถขอเพิกถอนนิติกรรมได้
พิพากษายืนตามศาลล่างที่ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากโจทก์บอกล้างนิติกรรมไม่ทันภายใน 10 ปีนับแต่ทำสัญญาขายที่ดินเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2513
โจทก์ขายที่ดินให้จำเลยเมื่อปี 2513 โดยอ้างว่าถูกหลอกลวงว่าน้ำจะท่วม แต่ฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมในปี 2529 ซึ่งเกิน 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2533นายวัน นิยมทรัพย์โจทก์กรมชลประทาน กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 143โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเพราะถูกจำเลยหลอก ลวงให้หลงเชื่อว่าน้ำจะท่วมที่ดินพิพาทจากการสร้างเขื่อนอันเป็นการอ้างเหตุว่าจำเลยใช้กลฉ้อฉลโจทก์ เป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 121แต่โจทก์มิได้บอกล้างและฟ้องคดีเมื่อเวลาได้ล่วงไปเกิน 10 ปีแล้วนับแต่เมื่อโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้จำเลย โจทก์จึงบอกล้างไม่ได้และไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143.โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทประมาณ ๑๐ กว่าปีที่แล้วเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ประกาศให้ราษฎรตำบลที่โจทก์อาศัยอยู่ทราบว่า การสร้างเขื่อนชลประทานและเขื่อนเก็บน้ำหลายแห่งในจังหวัดกาญจนบุรีจะทำให้น้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง คือหมู่บ้านที่โจทก์อาศัยอยู่ทั้งหมด และได้แนะนำให้ราษฎรขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ในราคาไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ถ้าไม่ขายน้ำจะท่วมและไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย ต่อมาวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๓โจทก์ได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ด้วยความจำใจเพราะหลงเชื่อคำประกาศของจำเลยที่ ๑ บัดนี้เขื่อนทั้งหลายสร้างเสร็จแลล้ว ปรากฏว่าไม่เคยมีน้ำท่วมที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทตกอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๒ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองส่ง น.ส.๓ คืนให้โจทก์และรับเงินจากโจทก์คืนไปพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให