ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5958/2539

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจพิจารณาคดีเมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งไม่มีเขตอำนาจ และปัญหาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานอกข้อหาของโจทก์หรือไ

หลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาคใดมีเขตอำนาจตามที่กฎหมายกำหนด มิใช่คู่ความเลือกเอง การที่โจทก์ขออุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งไม่มีเขตอำนาจเป็นการเข้าใจผิดหรือพิมพ์ผิดพลาด เมื่อศาลชั้นต้นส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งมีเขตอำนาจ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีอำนาจพิพากษาคดีนี้ได้ แต่การวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเชิดของจำเลย

คำวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาคดีใหม่

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อข้าวสารจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อซื้อ และค้างชำระราคา ขอให้ร่วมกันชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินและยกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ศาลชั้นต้นส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งมีเขตอำนาจ ศาลอุทธรณ์ภาค

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5958/2539นาง สุรินทร์ คง แสงโจทก์นาง สุพิศ สุข สุวรรณ กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 142, ม. 243 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอุทธรณ์ภาค พ.ศ.2532 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 3 ทวิ, ม. 19ศาลอุทธรณ์ภาคใดมีเขตอำนาจเพียงใดจะต้องเป็นไปตามที่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์ภาค พ.ศ. 2532 และพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาลและวันเปิดทำการของ ศาลอุทธรณ์ภาค พ.ศ. 2532 กำหนดไว้ มิใช่คู่ความเลือกเองได้การที่โจทก์ขออุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งมิได้มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี อันเป็นการเข้าใจผิดหรือพิมพ์ผิดพลาดเมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์แล้วส่งมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2ซึ่งมีเขตอำนาจตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจพิพากษาได้ ตามคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันสั่งซื้อข้าวสารไปจากโจทก์หลายครั้ง โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อขอซื้อข้าวสารจากโจทก์ และค้างชำระราคาอยู่ตามจำนวนที่ฟ้อง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์ ไม่มีข้อหาว่าจำเลยที่ 2 กระทำการแทนจำเลยที่ 1และเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 อันพอจะถือได้ว่าจำเลยที่ 1ได้เชิดจำเลยที่ 2 หรือยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการซื้อสินค้าของโจทก์ไป ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วยนั้น จึงเป็นการนอกคำฟ้องและนอกข้อหาของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาใหม่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอาชีพรับจ้างเสริมสวยและค้าขายข้าวสารโดยติดต่อซื้อข้าวสารจากโรงสีเพื่อขายต่อให้จำเลยท