โจทก์มีอำนาจฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในคดีเรียกค่าทดแทนที่ดินเวนคืนเพิ่มหรือไม่
การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีอำนาจหน้าที่ในการสร้างทางพิเศษ และผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกา ดำเนินการเวนคืนในฐานะผู้แทนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ดังนั้นเมื่อโจทก์เห็นว่าการกำหนดค่าทดแทนไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่ให้รับฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยไว้พิจารณา
โจทก์ฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกค่าทดแทนที่ดินเวนคืนเพิ่ม ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยเห็นว่าผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9671/2539นาย สุรศักดิ์ เก่งระดม กิจโจทก์การ ทาง พิเศษ แห่งประเทศ ไทย กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ข้อ 6, ข้อ 13, ข้อ 15, ข้อ 17ประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 290 ข้อ 6 ข้อ 13 ข้อ 15และข้อ 17 บัญญัติให้การทางพิเศษ จำเลยที่ 1 มีอำนาจซื้อจัดหา ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครองหรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 โดยมีผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำในนามและเป็นผู้กระทำแทนจำเลยที่ 1ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตดุสิตฯพ.ศ. 2534 มีวัตถุประสงค์ที่จะเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโค่ลและสายพญาไท-ศรีนครินทร์โดยมาตรา 4 บัญญัติให้ผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางการพิเศษการเวนคืนที่ดินพิพาทจึงเป็นกิจการในอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์เห็นว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทของโจทก์ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โจทก์ฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่ 1 ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่ 2 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ 3เป็นจำเลย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 7,330,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปีในต้นเงิน 6,552,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ตามพระราชกฤษฎีกาท้ายฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 เ