สัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อมีข้อกำหนดว่าถ้าถูกปลดออกระหว่างชดใช้ทุนต้องชดใช้เงิน แต่เมื่อกลับเข้ารับราชการหลังพระราชบัญญัติล้างมลทิน ถือว่ายังไม่ต้องรับผ
เมื่อโจทก์รับจำเลยกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนต่อหลังจากพระราชบัญญัติล้างมลทินมีผลใช้บังคับ ถือว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยชดใช้ทุนตามสัญญาต่อไป จำเลยจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระเงินทุนและเบี้ยปรับ
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกฟ้องโจทก์
จำเลยที่ 1 ถูกปลดออกจากราชการระหว่างชดใช้ทุนตามสัญญา ต่อมาพระราชบัญญัติล้างมลทิน พ.ศ. 2530 ประกาศใช้ จำเลยขอกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนต่อ และโจทก์รับบรรจุกลับ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2540สำนักงาน คณะกรรมการ การ ประถมศึกษา แห่งชาติโจทก์นาย พล จิต สำภา กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 171, ม. 368 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ.2530 ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศเงื่อนไขข้อ 9ระบุว่า "ในระหว่างที่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อหรือในระหว่างเวลาที่ข้าพเจ้ากลับเข้าปฏิบัติราชการต่อไปตามที่กล่าวในข้อ 5 ถ้าข้าพเจ้าประพฤติผิดทางวินัยจนถึงถูกไล่ออก ปลดออกหรือให้ออกจากราชการ ข้าพเจ้ายินยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (โจทก์) เป็นจำนวนเงินทั้งหมดหรือลดลงตามส่วนเช่นเดียวกับสัญญาข้อ 7" เมื่อโจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อให้ออกจากราชการฐานกระทำผิดวินัยระหว่างที่จำเลยปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาข้อ 9จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ 9 ดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยขอกลับเข้ารับราชการหลังจากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนม์พรรษา60 พรรษา พ.ศ. 2530 ประกาศใช้บังคับโดยจำเลยแสดงความจำนงต่อโจทก์ว่าประสงค์จะขอกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนต่อเนื่องจากยังชดใช้ทุนไม่ครบตามสัญญา และโจทก์ก็มีคำสั่งรับบรรจุจำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการ ดังนี้ถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญาต่อไปนั่นเอง จำเลยจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระเงินทุนและเบี้ยปรับแก่โจทก์โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ เมื่อปี 2522 จำเลยที่ 1 ขอลาศึกษาต่