ลูกจ้างมีหน้าที่ต้องถ่ายสำเนาและแพร่หนังสือการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินซึ่งเป็นเอกสารสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาซื้อขายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทร
หนังสือการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยรับทราบและยินยอมให้บริษัทโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายให้แก่ธนาคาร ถือเป็นเอกสารสัญญาอีกฉบับหนึ่งที่ประกอบเกี่ยวเนื่องกับสัญญาซื้อขายเดิม ลูกจ้างซึ่งมีหน้าที่ถ่ายเอกสารสัญญาแพร่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีหน้าที่ต้องถ่ายสำเนาและแพร่หนังสื
พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลางที่ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยศาลฎีกาเห็นว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยและให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยชอบแล้ว
โจทก์เป็นพนักงานธุรการมีหน้าที่ถ่ายเอกสารสัญญาแพร่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โจทก์ไม่ถ่ายสำเนาหนังสือการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาซื้อขายให้สำนักงานการคลังทราบ ทำให้มีการจ่ายเงินผิดพลาด
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2540นางสาว วรรณษา ติปยานนท์โจทก์องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47เมื่อปรากฎว่าหนังสือการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินเป็นเอกสารที่โจทก์มีหน้าที่ต้องถ่ายสำเนาแพร่ให้สำนักงานการคลังซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ การที่โจทก์ไม่กระทำตามหน้าที่จนมีการจ่ายเงินผิดพลาด ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำเลยมีคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่โจทก์และให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่14 มิถุนายน 2520 ตำแหน่งพนักงานธุรการ 3 ประจำกองนิติกรรมสำนักงานกฎหมาย ได้รับเงินเดือนเดือนละ 13,440 บาท มีหน้าที่งานสารบรรณประจำกองนิติกรรม สำนักงานกฎหมาย เมื่อวันที่10 เมษายน 2535 จำเลยมีคำสั่งที่ 209/2535 ลงโทษโจทก์ทางวินัยโดยให้ว่ากล่าวตักเตือนและให้รับผิดชดใช้ทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 75,273.09 บาท โดยกล่าวหาว่าโจทก์มีหน้าที่ออกเลขที่หนังสือแจ้งให้บริษัทสตาร์เท็กซ์ไทล์ จำกัด และธนาคารกรุงไทย จำกัด รับทราบถึงการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วไม่ส่งเรื่องให้เจ้าของเรื่องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแพร่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสำนักงานการคลังไม่ได้รับเอกสารการโอนสิทธิเรียกร้องจึงทำให้มีการจ่ายเงินผิดพลาดในครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ต่อมาจำเลยมีคำสั่งตัดเงินค่าจ้างโจทก์เดือนละ 888.30 บาท โดยเริ่มตัดเงินดังกล่าวตั้งแต่เดือนธันวาคม 2538 เป็นต้นมาโจทก์ทักท้วงและไม่ยินยอมให้ตัดเงินค่าจ้าง แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์มิได้กระทำผิดตามที่จำเลยกล่าวหา เพราะโจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น คำสั่งของ