โจทก์ฟ้องเรียกเงินเดือนและเงินช่วยเหลือบุตรจากมหาวิทยาลัยและอธิการบดี โดยอ้างว่าอธิการบดีกลั่นแกล้งเป็นการละเมิด แต่คำฟ้องไม่ได้กล่าวถึงการกระทำละเมิด
คำฟ้องต้องระบุข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยต้องรับผิดอย่างไร หากโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงการกระทำละเมิดของจำเลยในคำฟ้อง จะอ้างในภายหลังไม่ได้
พิพากษายืนตามศาลล่างที่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
โจทก์ฟ้องเรียกเงินเดือนจากมหาวิทยาลัยและอธิการบดี โดยอ้างว่าอธิการบดีกลั่นแกล้งเป็นการละเมิด แต่คำฟ้องไม่ได้กล่าวถึงการกระทำละเมิดของอธิการบดีเป็นการส่วนตัว
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4125/2540นาย สุพรชัย ศิริโว หารโจทก์มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 55, ม. 142, ม. 172 พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2530 พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ.2507 ม. 3, ม. 4 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 ม. 95 พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2505 ม. 18 (1) พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ.2507 คำฟ้องของโจทก์กล่าวเพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2530 จำเลยที่ 2เป็นผู้บริหารงานจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งอธิการบดี จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวไม่จ่ายเงินเดือนและเงินช่วยเหลือบุตรให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการของจำเลยที่ 1ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โจทก์มิได้กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวเพราะเหตุใดโจทก์จะอ้างว่าจำเลยที่ 2มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวด้วยนั้น เป็นการนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2507มาตรา 3,4 ประกอบกับข้อ 10 ข้อ 24(2) แห่งกฎทบวง ฉบับที่ 2(พ.ศ. 2519) ออกตามความใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2507 และมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 กำหนดให้อธิการบดีผู้บังคับบัญชาโดยอนุมัติของ อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยเป็นผู้มีอำนาจสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยซึ่งได้รับเงินเดือนต