ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5023/2540

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการงดสืบพยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 การเคลือบคลุมของคำฟ้อง การฟ้องบังคับให้โอนที่ดินโดยผู้จะขายมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ การเพิกถอนการ

หลักกฎหมาย

1. การที่จำเลยที่ 3 ทราบนัดล่วงหน้านานแต่ไม่มาศาลโดยอ้างฝนตกหนัก ถือเป็นเจตนาประวิงคดี มิใช่เหตุสุดวิสัย ศาลมีอำนาจงดสืบพยานได้ 2. คำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับโดยแจ้งชัดถือเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ ไม่เคลือบคลุม 3. ผู้จะขายสามารถทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ตนยังไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ เพราะ

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 25452 และ 25453 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โอนที่ดินให้โจทก์ หรือหากไม่สามารถโอนได้ ให้ร่วมกันชำระเงินมัดจำ เบี้ยปรับ และค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเวลานานเกือบ 5 ปีนับจากวันฟ้อง จำเลยที่ 3 ทราบนัดล่วงหน้า 1 เดือนเศษแต่ไม่มาตามนัด กลับไปอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง อ้างว่ามาไม่ได้เพราะฝนตกหนัก ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินที่จำเลยทั้งหกร่วมกันโอนไปหลายทอดโดยรู้ว่าเป็นทางให้โจทก์เ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5023/2540นาย อัคร์วุฒิ ตรีรั ตน ชาติ กับพวกโจทก์บริษัท สุกี้เคนต้า จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 207, ม. 233, ม. 237 วรรคหนึ่ง, ม. 1300 ป.วิ.พ. ม. 40, ม. 142, ม. 172 วรรคสอง, ตาราง 6ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเวลานานเกือบ 5 ปี นับจากวันฟ้อง และเลื่อนคดีจากวันนัดเดิมเป็นระยะเวลาห่างกันถึง 41 วัน ทั้งศาลชั้นต้นยังกำหนดให้นัดสืบพยานไว้เต็มวันและได้กำชับทนายความจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้นำพยานมาสืบให้พร้อมตามนัด ทนายความจำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมมีโอกาสติดต่อตระเตรียมให้จำเลยที่ 3 มาเบิกความเป็นพยานได้ล่วงหน้าเป็นเวลานานถึง 1 เดือนเศษ ซึ่งทนายความจำเลยที่ 3และที่ 4 ตลอดทั้งตัวจำเลยที่ 3 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าคดีนี้ได้ค้าง การพิจารณามาเกือบ 5 ปี และการที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานคราวละหลายวันโดยกำหนดให้สืบพยานตลอดทั้งวัน ทั้งได้กำชับให้นำพยานมาสืบตามนัดก็เพื่อเร่งรัดการพิจารณาคดีมิให้ล่าช้าต่อไป การที่ตัวจำเลยที่ 3 ทราบวันนัดล่วงหน้าและมีโอกาสเตรียมตัวเป็นพยานนับเดือน แต่จำเลยที่ 3 ไม่มาตามนัดกลับไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือติดต่อให้ทนายความของตนทราบจนกระทั่งทนายความต้องติดต่อทางโทรศัพท์ไปที่บ้านของจำเลยที่ 3 ในวันนัด ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะออกนั่งพิจารณาเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มิได้ใส่ใจในการเป็นพยานเพื่อประโยชน์ของตนเองการกระทำของจำเลยที่ 3 ถือได้ว่ามีเจตนาประวิงคดีให้ล่าช้าทั้งการที่ตัวจำเลยที่ 3 มาศาลชั้นต้นไม่ได้เพราะฝนตกหนักก็มิใช่เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้แต่อย่างใดศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจงดสืบตัวจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายส