หน้าที่ในการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อไม่มีข้อตกลงเป็นพิเศษ และอำนาจศาลในการพิพากษาห้ามจำเลยและบริวารเกี่
เมื่อคู่สัญญามิได้ตกลงเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นพิเศษ ผู้จะขายไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าดังกล่าวแทนผู้จะซื้อ และในคดีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อขาย มิใช่ฟ้องขับไล่หรือเรียกคืนที่ดิน ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิ
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ทางราชการแทนโจทก์ทั้งสิ้น กับให้ยกคำขอห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามหนังสือสัญญาจะซื้อขาย โดยไม่ได้ตกลงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นพิเศษแตกต่างไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย มิใช่ฟ้องขับไล่หรือเรียกคืนที่ดิน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2540นาง มา ลี สิ้มชุน ดีโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัด นิเวศน์ กิจ ก่อสร้าง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 457, ม. 1077 ป.วิ.พ. ม. 142 (2) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายโดยไม่ได้ตกลงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นพิเศษแตกต่างไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 1 ผู้จะขายจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสิ้นแทนโจทก์อันจะทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ผู้เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1เช่นนั้นด้วย โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์มิใช่ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์หรือฟ้องเรียกที่ดินพิพาทของโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสาม ศาลจึงไม่มีอำนาจพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ในปี 2532 จำเลยที่ 1 ขออนุญาตจัดสรรที่ดินโฉนดเลขที่ 5453 แบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย เพื่อสร้างตึกแถว 3 ชั้นขายแก่บุคคลทั่วไป ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2532จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ซึ่งสอดเข้าทำกิจการแทนจำเลยที่ 2ทำสัญญาตกลงจะขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 จัดสรรดังกล่าวแปลงเลขที่ อี 19 และ อี 20 พร้อมตึกแถว 3 ชั้น จำนวน 2 คูหาให้แก่โจทก์ในราคาคูหาละ 990,000 บาท กับที่ดินด้านข้างที่ดินแปลงเลขที่อี 20 ซึ่งเว้นไว้ทั้งหมดในราคา 400,000