ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2540มูลนิธิ พร้า นีลวัชระโจทก์ร้อยโท อรุณ ศศะนานนท์จำเลย ป.พ.พ. ม. 1713, ม. 1727, ม. 1732การที่ศาลใช้ดุลพินิจตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกนั้นนอกจากจะต้องเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 แล้ว ศาลยังจะต้องพิเคราะห์ถึงเหตุอื่น ๆ เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกที่จะต้องจัดการนั้นด้วย ปรากฏว่าจำเลยถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกนอกจากนี้ยังปรากฏว่าหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวแล้วจำเลยมิได้ดำเนินการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1728(2),1729 และ 1732 อีกด้วย และที่จำเลยอ้างว่าระหว่างที่รับโทษจำเลยอาจมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้นั้นก็ขัดต่อมาตรา 1723 ที่ต้องการให้ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเอง ดังนั้นจึงเป็นที่เห็นประจักษ์ว่าจำเลยเป็นผู้ไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามนิติบุคคลเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อปรากฏว่ามูลนิธิโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกย่อมมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะจัดการมรดกได้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อศาลแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางพร้าแล้ว จำเลยก็มิได้จัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม ตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกคงยึดถือครอบครองที่ดินและตึกแถวของโจทก์ไว้และเก็บเอาผลประโยชน์เบียดบังเป็นของตนเองโดยทุจริต และมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยได้ทราบคำสั่งศาล ไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันเ